วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
Sereechai Puttes/Time Out
Sereechai Puttes/Time Out

ตาม วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ไปสำรวจความหมายของหลายชีวิตบนโลก ผ่านนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกของเขา

นักเขียน-นักเดินทางสายเถื่อน เล่าเรื่องนิทรรศการภาพถ่าย Serenity in Chaos (จลาจลอันงดงาม)

การโฆษณา

เรารู้จัก สิงห์–วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ในฐานะลูกชายคนสุดท้องของ กวีซีไรต์ จิระนันท์ พิตรปรีชา และศิลปินแห่งชาติ เสกสรร ประเสริฐกุล พอๆ กับการเป็นนักเขียน นักเดินทางผู้ผลิตรายการ เถื่อน ทราเวล สารคดีท่องเที่ยวที่วรรณสิงห์แบ็กแพ็กพาผู้ชมลุยสำรวจสถานเปี่ยมอันตรายมากมายทั่วโลก

ตลอดสิบกว่าปีที่ปผ่านมา วรรณสิงห์เดินทางปักหมุดไปถึง 71 ประเทศ ซึ่งเขาได้บันทึกความทรงจำการเดินผ่านภาพถ่ายอย่าสม่ำเสมอ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสนำภาพแห่งความทรงจำเหล่านั้นไปจัดแสดงที่ไหน กระทั่งได้รับการชักชวนจาก UNHCR ประเทศไทย (ซึ่งวรรณสิงห์เคยร่วมทำกิจกรรมในหลายโปรเจ็คก่อนหน้านี้) จนเกิดเป็นนิทรรศการ Serenity in Chaos (จลาจลอันงดงาม) ที่แสดงภาพถ่าย 55 ภาพ พร้อมเรื่องราวที่จะสะท้อนความงดงามของโลก ใน 4 หัวข้อ คือ War, Human, Nature และ Civillization ที่อาจทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาผู้ลี้ภัยได้มากขึ้นด้วย และเราได้ไปนั่งพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงานครั้งนี้มาฝาก

ปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัย มีความสำคัญต่อคนนอกพื้นที่นั้นอย่างไร

เรื่องแบบนี้คงจะขึ้นอยู่กับมุมมองครับ ผมคิดว่าปัญหาทุกปัญหา ตั้งแต่สิ่งแวดล้อมยันปัญหาทางการเมือง ถ้าเราจะหาคำตอบว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตเรายังไง มันคงน้อยมากเลยนะครับ เอาแค่เรื่องการเมืองไทยที่คนจำนวนมากคงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่พวกเราทุกคนก็ยังมีความรู้สึกร่วมต่อการเมืองด้วยกันทั้งนั้น แล้วแต่ว่าจะรู้สึกร่วมในมุมไหน มันก็แตกต่างกันออกไป

ส่วนปัญหาผู้ลี้ภัย ถ้าถามว่ามันส่งผลกระทบต่อคนภายนอกขนาดไหน ก็คงตอบว่าไม่มากมายอะไร แต่ถ้ามองในฐานะเพื่อนร่วมโลกมันก็เป็นสิ่งที่ควรจะรับผิดชอบด้วยกัน และในเมื่อมันอยู่มีจริง เป้าหมายของผมกับ UNHCR ก็คือเราจะทำยังไงให้คนภายนอกมารู้สึกร่วมกับปัญหานี้มากขึ้น เราอยากกระตุ้นให้คนไทยหันมามองปัญหานี้มากขึ้น ให้เกิดความช่วยเหลือที่มากขึ้นตามไป ซึ่งผมกับ UNHCR เห็นตรงกันว่าวิธีหนึ่งที่ทำได้คือทำผ่านงานศิลปะ

Serenity in Chaos

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

ความจราจลงดงามอย่างไร

พอมานั่งดูภาพที่ถ่ายไว้ อยู่ดีๆ คำนี้ก็โผล่เข้ามาในหัว เพราะรู้สึกว่าทุกสถานที่ที่เราไป ถ้ามองจากข้างนอกมันจะดูโหดร้ายและอันตราย แต่พอไปถึงสถานที่นั้นแล้วผมกลับพบความงดงามที่มีรสชาติเฉพาะของแต่ละสถานที่ที่แฮะ ผมได้เห็นเรื่องราวความสวยงามของธรรมชาติ ของมนุษย์หรือของอารยธรรม ซึ่งผมว่ามันเซอร์ไพรส์เราทุกคนอยู่เสมอ

ผมคิดว่าสิ่งนี้มันคือแก่นของการเดินทางเลยนะ มันคือการที่มนุษย์ต้องพาตัวเองออกไปพบเจอเรื่องราวแปลกใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงน่าเบื่อตาย เพราะฉะนั้น พอผมกลับมาดูรูปที่ผมถ่ายมา ก็ได้กลับมาย้อนนึกดูว่ากว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ ตอนที่ไปฟังคนคนนี้พูด ตอนที่เห็นวิวตรงนี้ มันรู้สึกยังไงบ้าง ผมเอ็นจอยขั้นตอนการเลือกรูปจากทั้งหมดเป็นหมื่นๆ รูปมาก เพราะมันเหมือนพาผมกลับไปในช่วงเวลานั้นจริงๆ เลยเกิดเป็นชื่อคอนเซ็ปต์นี้ขึ้นมา ซึ่งผมชอบมาก แถมมันก็ตรงกับเรื่องหลักที่ผมกับ UNHCR เน้นในเทศกาลนี้ คือ เรื่องสงคราม โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนมาสนใจกับปัญหาของผู้ลี้ภัย แต่ว่าเราก็ไม่ได้พูดเพียงเรื่องผู้ลี้ภัยจากสงครามนะ นิทรรศการนี้ยังมีอีก 3 หัวข้อ รวมเป็น 4 หัวข้อ คือ War (สงคราม), Human (มนุษย์), Nature (ธรรมชาติ) และ Civillization (อารยธรรม)

ในหัวข้อสงคราม นอกจากพูดถึงเรื่องผู้ลี้ภัย เรายังพูดถึงผู้คนที่ไม่เกี่ยวกับสงครามแต่ใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณสงคราม ท่ามกลางเสียงปืนและเสียงระเบิด แต่พวกเขากลับหาความสุขในแบบของตัวเองได้ หรือบางสถานที่เรามองมาจากข้างนอกมันดูโหดร้ายอันตรายมาก แต่พอเข้าไปอยู่จริงๆ แล้วมันก็มีแง่มุมดีๆ อยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่นแบกแดด (Baghdad) เป็นเมืองที่ผมว่ามีอารยะธรรมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เดินไปไหนมาไหนก็จะมีคาเฟ่ หรือร้านหนังสือเต็มไปหมด รวมถึงตลาดนัดศิลปินที่คนเยอะมาก มาเล่นดนตรี จัดการแสดงต่างๆ ของเขาไปโดยที่ไม่ต้องมีเวที ไม่ต้องมีการเรี่ยไรเงิน ทุกคนมาเพียงจุดประสงค์เดียวคือแลกเปลี่ยนศิลปะกัน ซึ่งเป็นด้านที่หลายคนไม่เคยนึกถึงหรอก แต่เราก็ยังต้องนำเสนอถึงความโหดร้ายและความทุกข์ยากของแบกแดดที่มีอยู่จริงด้วยเช่นกัน

การทำนิทรรศการภาพถ่ายเป็นสิ่งที่อยากทำมานานแล้วหรือเปล่า

อยากทำมานานแล้วครับ แต่ไม่รู้จะเอาไปปล่อยที่ไหน ถึงไม่ได้ทำร่วมกับ UNHCR ก็คงเอาไปปล่อยสักที่หนึ่ง แล้วเผอิญว่า UNHCR เชิญมาพอดีและเรามีเป้าหมายเดียวกัน ก็ถือว่าวิน-วินทั้งสองฝ่าย ผมได้โชว์ผลงาน ผู้ลี้ภัยได้รับการช่วยเหลือ

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

การเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายมีเสน่ห์แตกต่างจากการเขียน หรือ ทำรายการสารคดีอย่างไร

สิ่งผมรู้สึกมาตลอดคือ เมื่อเราเป็นนักเล่าเรื่อง ไม่ว่าเราจะเล่าผ่านสื่ออะไรมันก็ยังเป็นเรื่องราวอยู่ดี ก่อนหน้านี้ผมเขียนหนังสือตลอด และในนิทรรศการนี้ผมก็ยังเอาทักษะนั้นมาใช้ เพียงแต่เปลี่ยนมาใช้รูปภาพเป็นตัวเล่าหลัก แล้วใช้ตัวหนังสือเป็นส่วนประกอบ ให้รูปภาพดึงสายตาคนก่อนเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่เราเขียน

แล้วยากกว่าการทำแบบวีดีโอไหม

ยากคนละแบบ วีดีโอเหนื่อยกว่า เพราะต้องคิดอะไรหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเทคนิคการถ่ายทำ การอัดเสียง การวัดแสง อุปการณ์กล้อง ถ่ายเสร็จแล้วยังต้องกลับมาตัดต่ออีก แล้วก็กว่าจะหาทุนเพื่อทำออกมาเป็นงานได้แต่ละงานด้วย แต่ภาพถ่ายเหมือนเป็นผลพวงจากการที่ผมออกไปทำงานวีดีโอมากกว่า เพราะผมมีนิสัยชอบจำเรื่องราวในแต่ละวันให้หมดด้วยการถ่ายภาพเอาไว้ เพราะมันคือข้อมูลทั้งหมดของสารคดีผม แล้วในจำนวนภาพพวกนี้มันก็พอมีภาพที่สวยที่ยังไม่เคยเอามาแสดงให้คนอื่นเห็น ก็เลยทำนิทรรศการนี้ขึ้นมา

ชอบภาพไหนมากที่สุด

ภาพของชนเผ่า Korowai ซึ่งเป็นเผ่ากินคน ซึ่งผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 5 วันถึงจะเข้าไปถ่ายทำได้ ซึ่งตอนถ่ายภาพนี้พวกเขากำลังเดินทางไปล่าหมูกัน ผมว่ามันน่าสนใจมากเพราะเป็นสิ่งที่คนภายนอกไม่ค่อยได้รับรู้มาก่อน

คุณดูมีความสนใจในหลายด้านมากๆ มีวิธีแบ่งเวลาทำสิ่งต่างๆ อย่างไร

ทำไม่ทันครับ คงต้องตายแล้วเกิดใหม่ค่อยมาทำต่อ (หัวเราะ) คือถ้าเป็นตอนเด็กๆ คงต้องทำแข่งกับเวลาที่กำหนดไว้ให้ทันตลอด แต่พอตอนนี้อายุ 34 แล้ว รู้สึกว่าเหลืออีกตั้ง 50 ปีกว่า ถึงจะตาย เลยค่อยๆ ทำ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็พัก แต่ยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่เรื่อยๆ ในทุกช่วงเวลา

เคยกดดันไหมกับการเป็นลูกของคนที่มีผลงานเป็นตำนาน

จริงๆ ก็เป็นปมของผมตั้งแต่เด็กแล้วนะครับ แต่พอโตมาจนอายุ 30 ก็เลิกคิดเรื่องนี้แล้ว เลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพ่อแม่ เพราะผมก็มีจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจนอยู่แล้วในตอนนี้ ที่สำคัญคือเราไม่ได้ต้องการจะแข่งกับท่าน ตัวท่านเองก็ภูมิใจและคอยสนับสนุนผมมาโดยตลอด มันเลยทำให้ผมเลิกเปรียบเทียบกับพ่อแม่ต่อไป แต่ก็ต้องขอบคุณปมนี้ที่ช่วยผลักดันเราให้ทำผลงานออกมา ถึงตอนนี้ก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว คิดแค่ว่าทำงานยังไงให้สนุกมากกว่า

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

อ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ

  • Music

ก่อนจะไปพบกันใน The Greatest Playlist คอนเสิร์ตรวมฮิตของ H3F ที่พา 8 วงดนตรีมาอยู่บนเวทีเดียวกัน และความมันส์มันอยู่ตรงที่พวกเขาเลือกไลน์อัปกันเอง งานนี้รับรองว่าถึงใจทั้งแฟนเพลง H3F และแฟนเพลงวงอื่นๆ ด้วยอย่างแน่นอน  และในโอกาสอันดี เราชวนสมาชิกทั้งสี่กลับไปมองเส้นทางที่ผ่านมา ตั้งแต่วันแรกๆ ยังเป็นเพียงชื่อเล่นง่ายๆ ของเพื่อนสามคน จนกลายมาเป็น H3F วงดนตรีที่เติบโตมาพร้อมกับมิตรภาพ ดนตรี และผู้คนที่เดินทางเคียงข้างกันมาเกือบหนึ่งทศวรรษ

บทสนทนาเรียบง่าย และเป็นกันเองนี้ เป็นการทำความรู้จัก H3F ในวันที่พวกเขาเติบโตขึ้น ทั้งในฐานะนักดนตรี เพื่อน และคนทำงานเบื้องหลังทุกอย่างด้วยสองมือของตัวเอง ก่อนจะไปพบพวกเขาบนเวที The Greatest Playlist วันที่ 10 ตุลาคมนี้ ที่ Ambience Space

Yowa
Photograph: YowaH3F

ทศวรรษแห่งมิตรภาพ และชื่อที่สลักไว้บนกาลเวลา

ในโลกที่ทุกสิ่งหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว กาลเวลาเกือบ 10 ปีบนเส้นทางดนตรีของชายหนุ่มสี่คน อาจฟังดูเหมือนเรื่องเล่าข้ามคืน ก้อง – เทพวิพัฒน์ ประชุมชนเจริญ (ร้องนำและกีตาร์) ปิง – อารการ จันทร์ทอน (กีตาร์) หม่อม – ธนบัตร สมบูรณ์สิทธิ์ (เบส) และแม็ก – ฐากร อัญภานนท์ (กลอง) จากจุดเริ่มต้นของเพื่อนสามคนที่ใช้ชื่อ Happy Three Friends แสนเรียบง่าย จนกระทั่งสมาชิกคนที่สี่ก้าวเข้ามาเพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์ ความคิดที่จะเปลี่ยนชื่อวงให้หรูหราเคยเพ่นพ่านอยู่ในหัว ทว่าสุดท้าย คำสั้นๆ ว่า ‘ย่อไปเลย H3F ไม่มีใครรู้หรอก’ ก็กลายมาเป็นตราประทับที่ผูกพันพวกเขากับแฟนเพลงมาจนถึงปัจจุบัน

Ton Son H. - Time Out Thailand
Photograph: Ton Son H. - Time Out ThailandH3F

‘ถ้ามองย้อนกลับไปเกือบสิบปี สิ่งเดียวที่เรายังต้องปรับจูนเข้าหากัน น่าจะมีแค่เรื่องความเด๋อ นอกนั้นไม่มีครับ’ เสียงหัวเราะกลั้วคำอธิบายของพวกเขาฉายภาพความสัมพันธ์ที่ไร้เปลือกบดบัง ในเรื่องของดนตรี พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดต้องฝืนจูนเข้าหากัน การเล่นดนตรีด้วยกันกลายเป็นภาษาที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดโดยไม่ต้องมีคำพูดมากมาย

“พวกเราไม่เคยรู้สึกว่ามีเรื่องต้องจูนอะไรขนาดนั้น
มันคือการซ้อม การเล่นด้วยกัน จนทุกอย่างกลายเป็นเรื่องธรรมดา”

- ก้องพูด พลางการตอบรับของปิง แม็ก และหม่อม

ท่วงทำนองที่เติบโตตามช่วงวัยอย่างงดงาม

หากเปรียบดนตรีเป็นไวน์ รสนิยมทางดนตรีของ H3F ในวันนี้ก็คงเปรียบเสมือนการตกผลึกของรสชาติที่เข้มข้นขึ้นตามกาลเวลา อัลบั้มแรกๆ อาจเต็มไปด้วยเนื้อหาของเพลงป๊อปและบทเพลงรักที่ถูกเขียนขึ้นจากความคิดของคนๆ เดียว ก่อนจะนำมาแต่งแต้มร่วมกัน แต่ในอัลบั้มหลังๆ กระบวนการสร้างสรรค์ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่การหยิบเครื่องดนตรีขึ้นมาแจมสดในห้องซ้อม

‘ยิ่งทำ ยิ่งรู้สึกว่าเพลงเรายิ่งแก่ขึ้น มั้งครับ’ ปิงนิยามการเติบโตของวงอย่างถ่อมตน ซาวด์เก่าๆ ความหลงใหลในความวินเทจ และความ Cheesy Lyrics, Sloppy Groove ที่ลดน้อยลงแต่ยังคงแฝงตัวอยู่อย่างมีเสน่ห์ กลายมาเป็นรอยนิ้วมือที่เด่นชัดบนบทเพลงยุคปัจจุบัน มันไม่ใช่การแล่นตามกระแสโลก แต่คือการปล่อยให้ดนตรีเติบโตไปพร้อมกับวัยและประสบการณ์ชีวิตอย่างแท้จริง

H3F
Photograph: H3FThe Greatest Playlist

ปาร์ตีด้นสดในบาร์ สู่ สนามมวย สู่ The Greatest Playlist

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการทำคอนเสิร์ตใหญ่ในสนามมวย สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันมวย เสียงเชียร์ และสมาชิกวงที่ตั้งกีตาร์หันหน้าเข้าหากันราวกับกำลังซ้อมอยู่ในห้องเล็กๆ

การทำงานร่วมกับผู้จัดคู่ใจอย่างพี่ปูน Go on G เคยเปิดโอกาสให้ H3F เป็นคนเลือก guest หรือวงรับเชิญด้วยตัวเอง และสิ่งที่พวกเขาเลือกไม่ใช่เพียงวงที่กำลังเป็นที่นิยม แต่เป็นวงที่เคยสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาอยากหยิบเครื่องดนตรีขึ้นมาเล่น

“ตอนเด็กๆ เวลาเราดูวงสักวง เวลาเราได้แรงบันดาจใจจากเขา มันเป็นแรงผลักดันที่ดี มันสนุก มันอยากทำอะไรต่อ”

ประโยคธรรมดานี้อาจอธิบายจุดเริ่มต้นของเส้นทางดนตรีของใครหลายคนได้เป็นอย่างดี เพราะก่อนที่เราจะอยากเป็นศิลปิน เรามักเริ่มต้นจากการเป็นคนดูเสียก่อน ตามไปดูวงที่ชอบ เก็บแผ่นซีดี ซื้อ merch สักชิ้น หรือเดินทางไปตามเทศกาลดนตรี เพียงเพื่อจะได้เห็นศิลปินที่เรารักเล่นอยู่ตรงหน้า

H3F เองก็เติบโตมาจากความรู้สึกแบบนั้น

และแรงบันดาลใจเหล่านั้นก็ค่อยๆ กลับมารวมตัวกันใน The Greatest Playlist คอนเสิร์ตที่พวกเขาไม่ได้อยากให้เป็นเพียงเทศกาลดนตรีที่แต่ละวงขึ้นเวที เล่นเพลง แล้วจบไป แต่เป็นเหมือนปาร์ตีที่รวบรวมวงดนตรีจากความทรงจำ ความชอบ และแรงบันดาลใจของ H3F

คำว่า Greatest ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงบทเพลงที่ฮิตที่สุดบนชาร์ต แต่คือเพลงและวงดนตรีที่มีผลต่อจิตวิญญาณของพวกเขา ตั้งแต่วงรุ่นพี่ที่เป็นไอดอลอย่าง Apartment Khun Pa, Yellow Fang, Hugo, Yena, Supergoods  ไปจนถึงวงรุ่นน้องและเพื่อนร่วมทางอย่าง Makara หรือ Khana Bierbood และวงเพื่อนบ้านอย่าง Pamunkas

“เราอยากให้มันเหมือนปาร์ตีสมัยเล่นในบาร์ ยุคที่เราโตมากับการขึ้นไปแจมกัน การเล่นหน้า B-side ที่ไม่มีโอกาสได้เล่นในงานอื่น อยากให้คนดูปล่อยจอย ไม่ต้องคาดหวัง แล้วมาเสพความสนุกทางดนตรีจริงๆ”

หนึ่งในหัวใจของคอนเสิร์ตครั้งนี้จึงอยู่ที่การได้เข้ามาฟัง ‘ของจริง’ ตั้งแต่วงแรกไปจนถึงวงสุดท้าย—โดยไม่รู้ว่าค่ำคืนนี้จะพาเราไปจบลงตรงไหน

H3F
Photograph: H3FThe Greatest Playlist

ลูปเวลาที่หมุนวน และการปักรอยเย็บด้วยมือตนเอง

เมื่อถูกถามถึงการเปรียบเทียบเส้นทางที่ผ่านมาเป็นภาพยนตร์สักเรื่อง คำตอบของ H3F ไม่ได้พาเราไปสู่หนังแอ็กชันฟอร์มยักษ์ หากกลับนึกถึง Groundhog Day—เรื่องราวของคนที่ติดอยู่ในวันเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะเรียนรู้ที่จะทำบางสิ่งให้ถูกต้อง

หรืออาจเป็น โดราเอมอน ที่เรื่องราวจบลงเป็นตอนๆ แต่เมื่อเปิดตอนใหม่ สมาชิกทั้งสี่ก็ยังกลับมาเจอกัน และเดินหน้าต่อไปด้วยกันเหมือนเดิม

Ton Son H. - Time Out Thailand
Photograph: Ton Son H. - Time Out ThailandH3F

การเลือกเดินบนเส้นทางศิลปินอิสระ หลังผ่านประสบการณ์การทำงานกับค่ายเพลง ทำให้พวกเขาต้องกลับมาตั้งนาฬิกาชีวิตด้วยตัวเองอีกครั้ง

ตั้งแต่การทำคอนเทนต์ วิดีโอ การออกแบบเสื้อเชิ้ตและเมอร์ชันไดส์ ไปจนถึงการลงมือปักเสื้อแจ็กเก็ตด้วยตัวเองอย่างพิถีพิถัน ทุกอย่างกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตศิลปินที่ไม่ได้มีเพียงเสียงดนตรีอยู่เบื้องหน้า

แน่นอนว่าการทำทุกอย่างเองย่อมมาพร้อมกับความเหนื่อย แต่สิ่งที่แลกกลับมาคือความสบายใจ และอิสระในการตัดสินใจ เมื่อเกิดความผิดพลาด พวกเขาก็รู้ว่าความผิดพลาดนั้นเป็นของตัวเอง และสามารถกลับไปแก้ไขมันได้ด้วยมือของตัวเองเช่นกัน

ในโลกดนตรีที่หมุนเปลี่ยนไปแทบทุกวัน H3F ยังคงยืนอยู่บนเวทีที่พวกเขา พร้อมหันหน้าเข้าหากัน สัมผัสตัวโน้ตเดียวกัน และปล่อยให้เสียงดนตรีเล่าเรื่องราวของพวกเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

อาจไม่มีใครรู้ว่าปลายทางอยู่ตรงไหน

แต่ตราบใดที่ยังเล่นเพลงด้วยกัน พวกเขาก็คงยังเดินทางต่อไป

H3F
Photograph: H3FThe Greatest Playlist

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้… H3F มีอะไรจะบอกคุณ

ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ผลงานเดินทางมาถึงตรงนี้ ด้วยความจริงใจเหมือนเข็มทิศนำทาง H3F ขอส่งผ่านความรู้สึกจากหัวใจถึงแฟนเพลงทุกคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน

“ขอบคุณที่ติดตามพวกเรามาตั้งแต่แรก ขอบคุณที่อุดหนุนทำให้พวกเรามีอาชีพสุจริตมาได้จนถึงทุกวันนี้ ขอบคุณที่เชื่อในตัวพวกเรา... แล้วเจอกันที่ The Greatest Playlist ครับ”
  • Shopping
  • ดีไซเนอร์

ชนินทร์พร ‘ชา’ เฮสส์ (Chaninporn ‘Cha’ Hess) ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างแบรนด์ตั้งแต่แรก เธอแค่อยากหาอะไรทำด้วยสองมือของตัวเองตอนที่ลูกชายหลับ สัญชาตญาณความต้องการที่เรียบง่าย ใช้งานได้จริง และเป็นส่วนตัวนี้ ได้เติบโตกลายมาเป็น Chalay แบรนด์ที่ส่งออกทั่วโลก พร้อมด้วยทีมช่างฝีมือสองทีม ประวัติการขายหมดเกลี้ยง (sell-out) และเรื่องราวที่ยังคงติดดิน จุดเริ่มต้นมาจากกล้องตั้งเวลาถ่ายเองและเสื้อครอปท็อปทำมือ และขยายตัวไปโดยไม่สูญเสียแก่นแท้ของตัวเอง

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

ทิ้งชีวิตทองหล่อไว้เบื้องหลัง

ก่อนจะมี Chalay ชีวิตของเธอปักหลักอยู่ที่ทองหล่อ ชาเป็นนักบัญชีในตอนกลางวัน วนเวียนอยู่กับวัฒนธรรมบาร์ในตอนกลางคืน แต่งงานกับดีเจมืออาชีพ และมักจะประดิษฐ์ของทำมือเป็นงานอดิเรกอยู่เสมอ มันลงตัวดี ทั้งความคิดสร้างสรรค์ สังคม และความวุ่นวายนิดๆ

จนกระทั่งลูกชายลืมตาดูโลก ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ชีวิตในกรุงเทพฯ ถูกแทนที่ด้วยชายฝั่งทะเล การเป็นแม่เต็มเวลาเข้ามาแทนที่จังหวะชีวิตเดิมๆ และจังหวะที่ช้าลงก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของไอทะเลและความเปิดกว้าง ในตอนนั้นมันไม่ได้ดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันคือการรีเซ็ตที่ทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

เสื้อครอปท็อป กำแพง และช่วงเวลาลูกหลับ

ภาพแรกของ Chalay ไม่ใช่แคมเปญโฆษณา ไม่ได้มีการวางแผนไว้ด้วยซ้ำ มันเป็นแค่ภาพของชาในเสื้อครอปท็อปที่เธอเย็บเอง ยืนพิงกำแพงนอกบ้านขณะที่ลูกชายนอนหลับอยู่ข้างใน

"ฉันเริ่มออกแบบเสื้อผ้าเป็นงานอดิเรกค่ะ"

เธอกล่าว—ประโยคนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยจุดกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมด

ชื่อแบรนด์ก็มาจากตรรกะเดียวกัน: Cha (ชา) มาจากชื่อ ชนินทร์พร ส่วน Lay (เล) มาจากคำว่า 'ทะเล' ในภาษาไทย มันคือการถักทอภูมิศาสตร์และตัวตนเข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือสถานที่ที่เธออยู่และสิ่งที่เธอเป็นในตอนนี้

เมื่อ Coachella ค้นพบ

ในตอนแรก ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนกับแบรนด์แท้ๆ ทั่วไป คือเติบโตอย่างช้าๆ ผ่านการบอกปากต่อปาก ลูกค้ารู้จัก Chalay ในระดับท้องถิ่น โดยดึงดูดใจด้วยเสื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นงานทำมือและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มากกว่างานผลิตจำนวนมากแบบอุตสาหกรรม

แล้วกลุ่มคนไปเทศกาลดนตรีก็เริ่มสังเกตเห็น

Coachella มักจะเป็นแหล่งรวมการตามล่าหาเสื้อผ้าที่ถ่ายรูปออกมาสวยและหาจากที่อื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์วินเทจ ของหายากจากทั่วโลก หรือชิ้นงานที่มีชิ้นเดียวในโลก Chalay แทรกตัวเข้าไปในพื้นที่นั้นได้อย่างลงตัว และเมื่อมันฮิต ทุกอย่างก็ไปอย่างรวดเร็ว

"พอไวรัล สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเลยค่ะ" ชากล่าวโดยไม่ได้พูดเกินจริง มันเป็นเหมือนการบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าการโฆษณาชวนเชื่อ

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

สร้างสรรค์ผ่านสองโลกของงานฝีมือ

สิ่งที่ทำให้ Chalay เป็นมากกว่าแค่ความสำเร็จด้านความสวยงามคือวิธีการสร้างแบรนด์

การผลิตดำเนินการโดยทีมงานสองทีมที่อยู่คนละฝั่งของประเทศไทย ซึ่งแต่ละทีมก็มีรากฐานมาจากประเพณีที่แตกต่างกัน

ทางภาคเหนือ: ชาทำงานร่วมกับชุมชนชาวม้งที่ขึ้นชื่อเรื่องงานผ้าทำมือและลวดลายที่สลับซับซ้อน พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น "ฉันภูมิใจที่ Chalay สามารถให้ชีวิตที่ดีขึ้นและสร้างรายได้ให้กับครอบครัวของพวกเขาค่ะ" เธอกล่าว—ไม่ใช่เป็นเพียงสโลแกน แต่เป็นความรับผิดชอบที่อยู่เบื้องหลังผลงาน

ทางภาคใต้: ทีมที่สองได้แรงบันดาลใจจากโลกของ มโนราห์ (หรือ โนรา) ซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปะการแสดงที่เก่าแก่ที่สุดของไทย โดยการทำชุดนั้นมีรายละเอียดมากพอที่จะเรียกได้ว่าเป็นศาสตร์เฉพาะตัว ผลงานอย่างชุดเดรส Nora และเสื้อท็อป Rayya ล้วนเกิดจากความร่วมมือนี้

สองภูมิภาค สองสายเลือดที่แตกต่าง แต่มีแนวคิดร่วมกันหนึ่งเดียว นั่นคือเสื้อผ้าที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมไปข้างหน้าแทนที่จะทำให้มันแบนราบ อย่างที่ชากล่าวไว้ มันคือ "การแบ่งปันความดั้งเดิม วัฒนธรรม และการเล่าเรื่องในทุกฝีเข็ม"

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

ผ้าถุง โฉมใหม่

การเติบโตมาในวัฒนธรรมทางสายตาของไทยได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ สำหรับชา มันเริ่มต้นที่ 'ผ้าถุง' กระโปรงแบบพันที่สวมใส่กันมาหลายรุ่น เรียบร้อย ใช้งานได้จริง และสวยงาม มันได้กลายเป็นต้นแบบให้กับหนึ่งในชิ้นงานที่เป็นที่จดจำมากที่สุดของ Chalay

กระโปรง Sinh Siam นำเอาไวยากรณ์เดียวกันนี้มาใช้ ทั้งสัดส่วน ความใส่สบาย และความคุ้นเคยในชีวิตประจำวันของเสื้อผ้าที่คุณแม่ในท้องถิ่นสวมใส่ และผลักดันมันไปข้างหน้าโดยไม่ลดทอนคุณค่าดั้งเดิม

กุญแจสำคัญคือวิธีที่ชาจัดการกับข้อมูลอ้างอิง มันไม่ใช่แค่การดึงสไตล์มาจากมู้ดบอร์ด หรือหยิบยืมมาแค่ผิวเผิน แต่กลิ่นอายทางวัฒนธรรมนั้นฝังลึกอยู่ในโครงสร้าง ทั้งในซิลลูเอตต์ ตรรกะของแพทเทิร์น และวิธีการพลิ้วไหวของเสื้อผ้า แทนที่จะเป็นเพียงแค่การนำมาประดับตกแต่ง

"ฉันอยากนำเสนอความเป็นไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ฉันภูมิใจมากๆ ค่ะ" เธอกล่าว การเน้นย้ำอยู่ที่ความภาคภูมิใจ ไม่ใช่การโหยหาอดีต ไม่ใช่แค่เอาความดั้งเดิมมาเป็นความงามทางแฟชั่น แต่เป็นสิ่งที่มีชีวิตและดำเนินต่อไป

CHALAY/TYLA
Photograph: CHALAY/TYLAChaninporn ‘Cha’ Hess

เมื่อ Tyla หยิบมาใส่

แล้วก็มาถึงโมเมนต์ของ Tyla—ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้แบรนด์เฉพาะกลุ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

เมื่อนักร้องสาวชาวแอฟริกาใต้ที่กำลังโด่งดังเป็นพลุแตกจากเพลง ‘Water’ สู่สายตาป๊อปสตาร์ระดับโลก ปรากฏตัวในชุดของ Chalay ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นไม่ได้ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า ทีมงานถึงกับกรี๊ดลั่น

ชุดนั้นมีความสำคัญในตัวมันเอง เป็นผลงานจากการร่วมมือกับทางภาคใต้ ทรวดทรงร่วมสมัยที่แฝงไปด้วยลวดลายโนราห์ปักมือ งานฝีมือแบบดั้งเดิม แต่ถูกนำมาสวมใส่ในลักษณะที่ไม่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นของตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์

คอลเลกชันนี้ขายหมดเกลี้ยง นั่นคือหัวข้อข่าว แต่สิ่งที่ชาให้ความสำคัญกลับเป็นเรื่องอื่น

"ฉันภูมิใจมากที่ได้นำส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาชาวโลก"

ชากล่าว

นั่นแหละคือประเด็นสำคัญ ไม่ใช่การรับรองจากคนดัง ไม่ใช่การขายหมด แต่เป็นความจริงที่ว่างานฝีมือได้เดินทางออกไปอย่างสมบูรณ์แบบ

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

ไม่เล่นตามบทบาทที่ใครคาดหวัง

การเป็นที่รู้จักในระดับโลกมาพร้อมกับความคาดหวัง โดยเฉพาะสำหรับดีไซเนอร์ที่ทำงานนอกศูนย์กลางแฟชั่นในโลกตะวันตก มันมีความกดดันที่ต้องทำให้ตัวเองเป็นที่เข้าใจตามเงื่อนไขของคนอื่น เช่น ต้องดู ‘แปลกตา’ (exotic) ‘ดั้งเดิม’ หรือถูกจัดหมวดหมู่ได้ง่าย

การตอบสนองของชาเรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อ นั่นคือ เธอเลือกที่จะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนใหญ่

"ไม่มีอะไรทำให้ทุกคนพอใจได้หรอกค่ะ ฉันเลยไม่ได้รู้สึกกดดันจากความคาดหวังอะไรเลย" เธอกล่าว "ฉันแค่ทำสิ่งต่างๆ ให้ดีที่สุด และฉันก็มีความสุขกับสิ่งนั้นแล้ว"

มันฟังดูตรงไปตรงมา แต่การยืนหยัดในจุดยืนนั้น—การสร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ต้องคอยปรับแต่งเพื่อเอาใจผู้ชมที่วาดภาพไว้ในหัว—นั้นยากกว่าที่เห็น และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้ Chalay ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ได้

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

เริ่มทำก่อน แล้วค่อยพัฒนาทีหลัง

สำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่กำลังค้นหาตัวเอง คำแนะนำของชาช่วยทะลวงผ่านการคิดมากแบบเดิมๆ ไปได้

"แค่เริ่มลงมือทำและไม่ต้องกังวลให้มากนักค่ะ!"

เป็นคำแนะนำที่ขวานผ่าซาก แต่มันก็จริง แบรนด์เองก็เริ่มต้นมาแบบนั้น หนึ่งชิ้นงาน หนึ่งรูปภาพ โดยไม่มีแผนการใหญ่โตอะไร

ในเรื่องของการอนุรักษ์งานฝีมือแบบดั้งเดิม เธอเปลี่ยนจุดโฟกัสอีกครั้ง คราวนี้เป็นเรื่องของการรับรู้

"มันเริ่มต้นจากการที่คุณมองเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ" เธอกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผ้าถุงที่คุณย่าสวมใส่ งานปักบนกำแพงวัด หรือชุดในงานเทศกาลที่ถูกหยิบมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนที่มาที่ไปเริ่มเลือนราง

"มันอาจจะดูเก่าหรือไม่เหมาะที่จะใส่แบบลำลอง แต่มันเกี่ยวกับการคิดหาวิธีที่จะยกระดับมันให้เป็นอย่างอื่น"

การปรับมุมมองใหม่นี้—ไม่ใช่การละทิ้ง ไม่ใช่การอนุรักษ์ไว้แบบเดิมๆ แต่เป็นการนำมาตีความใหม่—ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสิ่งที่ Chalay ทำ

CHALAY
Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess

ยังคงอยู่เคียงข้างทะเล

ตอนนี้ทองหล่อกลายเป็นอีกชีวิตหนึ่งไปแล้ว ส่วนช่วงเวลาที่เคยเป็นนักบัญชีก็ยิ่งถอยห่างออกไปไกลกว่าเดิม

สิ่งที่ยังคงอยู่คือเส้นทางที่เชื่อมโยงกัน: การย้ายมาอยู่ชายฝั่งทะเล ชิ้นงานทำมือในช่วงเวลาที่ลูกหลับ ชื่อแบรนด์ที่มาจากตัวเองและทะเล และแบรนด์ที่ตอนนี้เดินทางไปไกลเกินกว่านั้นแล้ว

ทุกชิ้นงานได้รับความใส่ใจเท่าๆ กัน ไม่มีชิ้นไหนที่โปรดปรานเป็นพิเศษ เพราะนั่นหมายถึงการก้าวออกมาจากตัวงานและจัดอันดับมันในภายหลัง

ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ช่างฝีมือชาวม้งกำลังร้อยด้ายเข้าเข็ม ทางภาคใต้ มือที่ได้รับการฝึกฝนในการทำชุดโนราห์ก็กำลังทำเช่นเดียวกัน และชายังคงอยู่ริมน้ำ คอยรักษาโครงสร้างของแบรนด์ไว้ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ขยายออกไป

ความเป็นที่รู้จัก การขายหมดเกลี้ยง โมเมนต์ของคนดัง สิ่งเหล่านี้ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ผลงานยังคงอยู่

การโฆษณา
เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา