Meilee Tal ศิลปินอินเตอร์รุ่นใหม่ที่ไม่ได้มีแค่เสียงร้องเป็นอาวุธ แต่ยังทำทั้งการแสดง เดินแบบ เต้น และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ทว่าเมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่อยู่ตรงกลางของทุกบทบาท คำตอบของเธอกลับชัดเจนและเรียบง่าย ‘นักร้องและนักแต่งเพลง’
Meilee เข้าวงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 4 ขวบครึ่ง และเติบโตมากับดนตรี การแสดง และแฟชั่น จนวันนี้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แยกออกจากกันอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนผสมที่หลอมรวมเป็นตัวตนของเธอในฐานะศิลปิน ล่าสุดเธอเพิ่งปล่อย ‘Hello Goodbye’ และเตรียมนำเพลงนี้ขึ้นแสดงสดเป็นครั้งแรกบนเวที Melody of Life Music Festival 2026
View this post on Instagram
ก่อนจะได้เจอกันบนเวที เราชวน Meilee มาคุยตั้งแต่ซิงเกิลใหม่ ความผูกพันกับประเทศไทย ผลงานที่มีความหมายกับชีวิต ไปจนถึงเป้าหมายที่เธอวางไว้สำหรับตัวเองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
‘Hello Goodbye’ กับการได้ลองอะไรใหม่ๆ
Hello Goodbye’ เป็นเพลงที่แตกต่างจากผลงานก่อนหน้านี้ของ Meilee Tal อย่างไร?
Meilee: เพลงนี้เป็นงานที่ได้สนุกกับหลายอย่างมาก ทั้งดนตรี ท่าเต้น ไลฟ์สไตล์ และภาพลักษณ์ ฉันรู้สึกว่ามันสะท้อนตัวตนในช่วงเวลานี้ได้ค่อนข้างดี เพราะได้ทดลองหลายอย่างที่ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยทำ
การนำเพลงนี้มาแสดงสดครั้งแรกที่ Melody of Life มีอะไรที่ตั้งตารอเป็นพิเศษไหม?
Meilee: ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะนี่จะเป็นครั้งแรกที่ได้แสดง ‘Hello Goodbye’ แบบเต็มๆ ต่อหน้าคนดูจริงๆ ฉันตั้งใจให้ทุกคนได้เห็นอีกด้านของฉันผ่านโชว์นี้ และนอกจากซิงเกิลนี้ก็ยังมีอีกหลายโปรเจกต์ที่กำลังเตรียมอยู่
อยู่เมืองไทยมาหลายปีแล้ว ความสัมพันธ์ของ Meilee กับประเทศไทยเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
Meilee: ประเทศไทยเป็นเหมือนบ้านอีกหลังสำหรับฉันเลยค่ะ ฉันผูกพันกับที่นี่มาตั้งแต่เด็ก และพอได้มาใช้ชีวิตจริงๆ นานขึ้น ก็ยิ่งคุ้นเคยกับผู้คน อาหาร วัฒนธรรม รวมถึงชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นการได้กลับมาเล่นดนตรีในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเทศกาลใหญ่แบบ Melody of
Meilee ทำทั้งเพลง การแสดง นางแบบ เต้น และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เคยรู้สึกไหมว่าต้องเลือกสักอย่าง?
Meilee: ไม่เคยคิดว่าต้องเลือกนะคะ เพราะฉันสนุกกับทุกอย่างที่ทำ แต่ถ้าถามว่าอะไรคือตัวตนของตัวเองที่สุด คงเป็นนักร้องและนักแต่งเพลง เพราะการแต่งเพลงเหมือนเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกับตัวเองและคนอื่นมาตลอด
ฉันคิดว่าแต่ละบทบาทก็ให้อะไรบางอย่างกับเรา การแสดงทำให้เข้าใจการเล่าเรื่องมากขึ้น การเต้นทำให้รู้จักร่างกายและการใช้พื้นที่บนเวที ส่วนดนตรีเป็นพื้นที่ที่ได้กลับมาอยู่กับตัวเองมากที่สุด
อีกหนึ่งเพลงที่สะท้อนมุมคิดของ Meilee ได้ชัดคือ ‘Fake Flowers’ เพลงป็อปที่หยิบเรื่อง ‘ความปลอม’ มาตั้งคำถามกับทั้งตัวเองและโลกที่อยู่รอบตัว
อะไรทำให้ Meilee อยากเล่าเรื่อง ‘ความปลอม’ ผ่านเพลงนี้?
Meilee: ฉันสนใจคำถามว่าการเสแสร้งเป็นเรื่องผิดจริงๆ หรือเปล่า แล้วถ้าภาพลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งที่อยู่กับเราได้นานมากๆ เราจำเป็นต้องพยายามเป็นคนในแบบที่คนอื่นคาดหวังไหม
สุดท้ายมันออกมาเป็นประโยคว่าที่ว่า “fake flowers never die.” ซึ่งค่อนข้างแนวประชดประชัน มันเหมือนการตั้งคำถามว่า ในโลกที่ให้คุณค่ากับภาพลักษณ์ บางทีสิ่งที่ดูปลอมกลับเป็นสิ่งที่อยู่รอดได้นานที่สุดก็ได้
ถ้า ‘Fake Flowers’ เป็นเพลงที่มองออกไปยังโลกภายนอก ‘Angel’ กลับเป็นผลงานที่ใกล้ตัว Meilee มากที่สุดเพลงหนึ่ง
ช่วยเล่าถึงที่มาของ ‘Angel’ ให้ฟังหน่อย
Meilee: เพลงนี้ฉันเขียนให้กับคนสำคัญในชีวิต หลังจากรู้ว่าเขาเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้อีกไม่นาน แต่ไม่อยากให้มันกลายเป็นเพลงบอกลา แต่อยากให้มันเป็นเพลงรัก เพราะฉะนั้น ‘Angel’ สำหรับฉันจึงไม่ใช่แค่เพลงเพลงนึง แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่ฉันอยากเก็บไว้ตลอดไป
ขึ้นเวทีครั้งนี้ อยากให้คนดูได้เห็น Meilee แบบไหน?
Meilee: อยากให้เขาได้เห็นหลายๆ ด้านของฉันค่ะ ทั้งเพลงป็อป เพลงแดนซ์ หรือเพลงที่มีอารมณ์มากขึ้น โชว์นี้เหมือนเป็นการแนะนำว่า Meilee เป็นใคร และฉันสามารถพาทุกคนไปได้หลายอารมณ์แค่ไหน
หลังจบโชว์ อยากให้คนดูกลับบ้านไปพร้อมอะไร?
Meilee: จริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นอารมณ์แบบใดแบบหนึ่งเลยค่ะ ฉันแค่อยากให้พวกเขา รู้สึกอะไรบางอย่าง อาจจะมีความสุข เศร้า อยากเต้น หรือเพลงบางเพลงอาจทำให้นึกถึงเรื่องราวในชีวิตตัวเองก็ได้ ขอแค่เกิดอะไรขึ้นในใจระหว่างที่ฟัง ฉันก็ถือว่ามันทำหน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว
ถ้ามองไปอีก 3 ปี เห็นตัวเองอยู่ตรงไหน?
Meilee: ในอีก 3 ปีข้างหน้า ฉันอยากออกทัวร์ อยากไปเจอคนฟังหลายๆ ประเทศ อยากเป็นเฮดไลน์เนอร์ในเทศกาลอย่าง Coachella และ Lollapalooza รวมถึงมีคอนเสิร์ตในอารีน่าทั่วโลก
แล้วอะไรจะพา Meilee ไปถึงตรงนั้น?
Meilee: ฉันคิดว่าต้องทำต่อไปค่ะ ทำเพลง เรียนรู้ และลองอะไรใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างตั้งแต่ตอนนี้ แค่รู้ว่าเราอยากไปไหน แล้วค่อยๆ เดินไปทางนั้น เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ฉันอยากทำกับดนตรียังเหมือนเดิม คืออยากให้คนฟังเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา และถ้ายังทำสิ่งนั้นได้ ฉันก็จะเดินหน้าต่อไป

