Just the girl who writes as her heart leads, letting stories spill out wherever life carries her. She moves through the world chasing dreams to the rhythm of jazz and the quiet pull of art, believing that life is not meant to be lived in straight lines. Someone who believes the world is a canvas she can splash with any color, while at the same time, the world splashes her with color too.

Lalitphat Bumrungkarn

Lalitphat Bumrungkarn

Staff writer, Time Out Thailand

Follow Lalitphat Bumrungkarn:

Articles (63)

นิทรรศการศิลปะที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ เดือนตุลาคม

นิทรรศการศิลปะที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ เดือนตุลาคม

ท่ามกลางบรรยากาศของสายฝนที่มักโปรยปรายลงมาทักทาย ตลอดกันยายน การหลีกหนีความเร่งรีบของเมืองใหญ่แล้วก้าวเข้าสู่ความสงบเงียบภายในแกลเลอรี ถือเป็นทางเลือกในการพักผ่อนที่ช่วยเยียวยาจิตใจและเปิดรับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้อย่างดี ตลอดทั้งเดือนนี้ พื้นที่จัดแสดงและหอศิลป์ทั่วเมืองหลวงได้รวบรวมนิทรรศการหลากสไตล์ที่พร้อมตอบโจทย์คนรักงานอาร์ตในทุกแขนง คุณจะได้สัมผัสความหลากหลายที่น่าทึ่ง ตั้งแต่การเปิดกรุผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่หาชมได้ยากของศิลปินชั้นครู การสำรวจความประณีตของศิลปะภาพพิมพ์ร่วมสมัย นิทรรศการจิตรกรรมเหนือจริงที่สกัดเอาเศษซากความทรงจำมาจัดแสดง ไปจนถึงศิลปะการแสดงที่ขับเคลื่อนด้วยสัญญะทางร่างกาย และนิทรรศการเชิงจิตวิทยาที่พร้อมโอบกอดความรู้สึกอย่างอ่อนโยน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่หลงใหลในการเสพงานศิลปะอย่างจริงจัง หรือเพียงแค่ต้องการหาสเปซเย็นๆ เพื่อใช้เวลาทบทวนความคิดอย่างช้าๆ ในช่วงบ่ายวันหยุด เราได้คัดสรรนิทรรศการศิลปะที่ดีที่สุดประจำเดือนกันยายน 2569 มาไว้ให้คุณแล้ว เตรียมกางปฏิทิน ล็อกวันว่าง แล้วออกไปจัดทริปตระเวนชมแกลเลอรีเพื่อสำรวจเรื่องราวอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ของกรุงเทพฯ ไปด้วยกัน บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: 🎯 กิจกรรมน่าสนใจตลอดเดือนตุลาคม 💃🏽 กิจกรรมน่าสนใจตลอดสุดสัปดาห์ ♨️ เรื่องราวบนโต๊ะอาหารที่น่าสนใจตลอดสัปดาห์
Table Talk in Bangkok (1-15 ตุลาคม)

Table Talk in Bangkok (1-15 ตุลาคม)

กรุงเทพฯ สัปดาห์นี้เตาไฟในครัวยังคงลุกโชนอย่างต่อเนื่อง เตรียมพบกับอาหารฝรั่งเศสตามฤดูกาลที่ Noisette ในย่านเย็นอากาศ, เมนูอาหารไทยที่เน้นความกรุบกรอบสะท้านใจที่ Krobnok by Yangrak บนถนนเดโช และเทสติ้งเมนูที่ขับเคลื่อนด้วยคำใบ้ปริศนาที่ Restaurant ROSA ในย่านไชน่าทาวน์ ส่วนที่ Central Park ร้าน Age.3 จากโตเกียวได้เดินทางมาเปิดตัวครั้งแรกในไทยพร้อมแซนด์วิชโชคุปังทอดไส้ทะลัก ขณะที่เชฟ Stéphanie Le Quellec และ Vincent Thierry กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งสำหรับดินเนอร์ 7 คอร์สสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ Chef’s Table by lebua Noisette นำพามิตรภาพวัยเยาว์มาเสิร์ฟลงบนโต๊ะอาหาร, ร้านน้องใหม่จากเครือ Aunglo ขอจัดเต็มเรื่องความกรอบ และ ROSA เสิร์ฟมื้อค่ำที่มาพร้อมการบ้านให้คุณได้ขบคิดเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีวิปครีมเนื้อละมุนที่คุ้มค่าพอให้คุณยอมปลดตะขอเข็มขัดเพื่อลิ้มลอง ไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
อีเวนต์น่าสนใจในกรุงเทพฯ ตลอดเดือนตุลาคมนี้

อีเวนต์น่าสนใจในกรุงเทพฯ ตลอดเดือนตุลาคมนี้

ก้าวเข้าสู่เดือนตุลาคม ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลในกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ แม้สภาพอากาศในแต่ละวันจะผสมผสานระหว่างแสงแดดเจิดจ้าในยามเช้าและสายฝนที่โปรยปรายลงมาในยามค่ำคืน แต่เสน่ห์และความคึกคักของเมืองหลวงแห่งนี้กลับไม่เคยลดน้อยถอยลงแม้แต่น้อย เดือนตุลาคมนี้นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาไฮไลต์ที่เต็มไปด้วยอีเวนต์สเกลยักษ์และกิจกรรมอันหลากหลายที่จะดึงดูดให้ทุกคนก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ความโดดเด่นของเดือนนี้ครอบคลุมทุกมิติของไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่คอนเสิร์ตใหญ่ระดับสเตเดียมของซูเปอร์สตาร์ระดับโลก และการหวนคืนสู่เวทีเมืองไทยของศิลปินในดวงใจ ไปจนถึงการเนรมิตโกดังเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นตลาดนัดของวินเทจสุดคลาสสิก เทศกาลหนังสือระดับประเทศที่เหล่านักอ่านรอคอย มหกรรมคราฟต์เบียร์ไทย ตลอดจนเทศกาลศิลปะดิจิทัลและดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่พร้อมสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นสายคอนเสิร์ต คอหนังสือ สายช้อปของเก่า หรือผู้ที่ชอบเสพงานสร้างสรรค์ เราได้รวบรวมกิจกรรมไฮไลต์ประจำเดือนตุลาคม 2569 มาจัดเสิร์ฟให้คุณแล้ว เตรียมกางปฏิทิน แล้วออกไปใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ให้สนุกตลอดเดือนนี้ไปด้วยกัน บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: 🎯 นิทรรศการศิลปะที่น่าสนใจตลอดเดือนนี้ 💃🏽 กิจกรรมน่าสนใจตลอดสุดสัปดาห์ 🍿 รวมลิสต์หนังน่าดูประจำเดือน ♨️ เรื่องราวบนโต๊ะอาหารที่น่าสนใจตลอดสัปดาห์
Salaya Neighborhood Guide: จุดนัดพบย่านศาลายา ฉบับคัดสรรโดย 2 ศิษย์เก่ามหิดล

Salaya Neighborhood Guide: จุดนัดพบย่านศาลายา ฉบับคัดสรรโดย 2 ศิษย์เก่ามหิดล

ย่านศาลายาในความทรงจำของใครหลายคน อาจเป็นเพียงพื้นที่การศึกษาอันร่มรื่นรอบรั้วมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อกาลเวลาผันผ่าน เมืองเล็กๆ แห่งนี้กลับค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างมีเสน่ห์ จากความผูกพันอันลึกซึ้งของสองศิษย์เก่าที่เคยใช้ชีวิตและเติบโต ณ สเปซแห่งนี้ พวกเราจึงขอถือโอกาสพาทุกท่านย้อนกลับมาสัมผัส ‘ศาลายา’ ในมุมมองที่ละเมียดละไมยิ่งขึ้น ผ่านหมุดหมายที่ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน คู่มือเดินทางฉบับนี้พร้อมชวนทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักศึกษา นักท่องเที่ยว หรือนักรัก เราก็อยากชวนมาดูจังหวะของศาลายาด้วยกัน ร่วมสัมผัสรสชาติ มิตรภาพ และบรรยากาศอันแสนอบอุ่น ที่จะทำให้คุณตกหลุมรักย่านรอบรั้วมหิดลแห่งนี้ใหม่อีกครั้ง
วัดในกรุงเทพฯ ที่ประชากรแมวชิงพื้นที่แซงหน้าพระสงฆ์

วัดในกรุงเทพฯ ที่ประชากรแมวชิงพื้นที่แซงหน้าพระสงฆ์

ไม่ใช่ทุกคนที่มาเที่ยวกรุงเทพฯ จะอินกับการเดินชมวัดวาอาราม แต่ถ้าวัดนั้นเต็มไปด้วย ‘แมว’ ล่ะ? มากเสียจนคุณอาจเผลอลืมมองพระพุทธรูป แล้วหันมาสอดส่องสายตาเล่นเกม ‘มองหาเจ้าเหมียว’ แทน ท่ามกลางสถูปเจดีย์ประดับกระเบื้องเคลือบที่เรียงรายอยู่ทั่ววัด ที่วัดโพธิ์ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร นอกจากจะเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนและจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวแล้ว ที่นี่ยังเป็นบ้านอันอบอุ่นของเจ้าตัวน้อยอีกเกือบ 200 ชีวิต ตำนานแมววัด 200 ชีวิต Photograph: Meena Janekrabuanhad - Time OutWat Pho's cat residents: Grass Jelly and Cotton Ball เฉาก๊วย และสำลี สองประชากรเหมียวแห่งวัดโพธิ์ | Photograph: Meena Janekrabuanhad - Time Out จากจุดเริ่มต้นที่มีแมวอยู่เพียงราว 20 ตัว ทั้งแมวจรในละแวกนั้นและแมวที่ถูกนำมาปล่อย พระมหานรินทร์ ได้รับมอบหมายให้ช่วยดูแลพวกมัน เพื่อให้วัดยังคงสะอาดและปลอดภัยสำหรับทั้งคนและสัตว์ ตอนแรกท่านไม่ได้ตั้งใจให้พวกมันตั้งรกรากอยู่ที่นี่ถาวร แถมตัวท่านเองก็ไม่ได้เป็น ‘ทาสแมว’ เลยด้วยซ้ำ แต่ตัดภาพมาหลายปีให้หลัง พระมหานรินทร์กลับสามารถแนะนำแมวนับร้อยตัวที่ท่านตั้งชื่อให้เองกับมือได้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังมีแก๊งเหมียวเดินตามเป็นพรวนอยู่แทบทุกครั้งที่ท่านออกเดิน “นี่พิซซ่า มอมแมม พี่ใหญ่สุดในกลุ่ม อยู่มา 10 ปีแล้ว น้องมะลิ น้องเล็กสุดและสมาชิกใหม่ล่าสุด ส่วนโบทั๋นต้องกินยาทุกวัน มะเฟืองกับมะไฟเป็นพี่น้องที่เกิดที่นี่ ถั่วเขียวจะเป็นตัวที่ขี้อายที่สุด และเฉาก๊วย ตัวนี้คือหัวหน้าแก๊งแมวป่วนก๊วนหนึ่งในวัด” ถึงจุดนี้ เราเริ่มสับสนแล้วว่าใครเป็นใครกันแน่ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ พวกมันทุกตัวได้รับการดูแลและความรักอย่างเต็มเปี่ยม จนตัวกลม
ท่วงทำนองแห่งกาลเวลา ความบ้าคลั่ง และเสียงดนตรีที่ไม่เคยหลอกลวง 8 ปีในจักรวาลของ H3F

ท่วงทำนองแห่งกาลเวลา ความบ้าคลั่ง และเสียงดนตรีที่ไม่เคยหลอกลวง 8 ปีในจักรวาลของ H3F

ก่อนจะไปพบกันที่ The Greatest Playlist คอนเสิร์ตรวมฮิตของ H3F ที่พา 8 วงดนตรีมาอยู่บนเวทีเดียวกัน และความมันส์มันอยู่ตรงที่พวกเขาเลือกไลน์อัปกันเอง งานนี้รับรองว่าถึงใจทั้งแฟนเพลง H3F และแฟนเพลงวงอื่นๆ ด้วยอย่างแน่นอน  และในโอกาสอันดี เราชวนสมาชิกทั้งสี่กลับไปมองเส้นทางที่ผ่านมา ตั้งแต่วันแรกๆ ยังเป็นเพียงชื่อเล่นง่ายๆ ของเพื่อนสามคน จนกลายมาเป็น H3F วงดนตรีที่เติบโตมาพร้อมกับมิตรภาพ ดนตรี และผู้คนที่เดินทางเคียงข้างกันมาเกือบหนึ่งทศวรรษ บทสนทนาเรียบง่าย และเป็นกันเองนี้ เป็นการทำความรู้จัก H3F ในวันที่พวกเขาเติบโตขึ้น ทั้งในฐานะนักดนตรี เพื่อน และคนทำงานเบื้องหลังทุกอย่างด้วยสองมือของตัวเอง ก่อนจะไปพบพวกเขาบนเวที The Greatest Playlist วันที่ 10 ตุลาคมนี้ ที่ Ambience Space Photograph: YowaH3F ทศวรรษแห่งมิตรภาพ และชื่อที่สลักไว้บนกาลเวลา ในโลกที่ทุกสิ่งหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว กาลเวลาเกือบ 10 ปีบนเส้นทางดนตรีของชายหนุ่มสี่คน อาจฟังดูเหมือนเรื่องเล่าข้ามคืน ก้อง – เทพวิพัฒน์ ประชุมชนเจริญ (ร้องนำและกีตาร์) ปิง – อารการ จันทร์ทอน (กีตาร์) หม่อม – ธนบัตร สมบูรณ์สิทธิ์ (เบส) และแม็ก – ฐากร อัญภานนท์ (กลอง) จากจุดเริ่มต้นของเพื่อนสามคนที่ใช้ชื่อ Happy Three Friends แสนเรียบง่าย จนกระทั่งสมาชิกคนที่สี่ก้าวเข้ามาเพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์ ความคิดที่จะเปลี่ยนชื่อวงให้หรูหราเคยเพ่นพ่านอยู่ในหัว ทว่าสุดท้าย คำสั้นๆ ว่า ‘ย่อไปเลย H3F ไม่มีใครรู้หรอก’ ก็กลายมาเป็นตราประทับที่ผูกพันพวกเขากับแฟนเพลงมาจนถึงปัจจุบัน Photograph: Ton Son H. - Time Out ThailandH3F ‘ถ้ามองย้อนกลับไปเกือบสิบปี สิ่งเดียวที่เรายังต้องปรับจูนเข้าหากัน น่าจะมีแค่เรื่องความเด๋อ นอกนั้นไม่มีครับ’ เสียงหัวเราะกลั้วคำอธิ
คนไทย native ภูมิใจนำเสนอ แบรนด์แฟชั่นไทย จากผ้าไทย ที่อยากให้คนไทยได้รู้จัก

คนไทย native ภูมิใจนำเสนอ แบรนด์แฟชั่นไทย จากผ้าไทย ที่อยากให้คนไทยได้รู้จัก

กลิ่นอายความชุ่มฉ่ำและสายลมเย็นที่พัดผ่านเมืองหลวง แฟชั่นก็ถึงเวลาผลัดเปลี่ยนฤดูกาล หากคุณเคยติดภาพจำว่า ‘ผ้าไทย’ เป็นเพียงไอเท็มที่ถูกพับเก็บไว้อย่างเงียบเชียบในตู้เสื้อผ้าของคุณยาย หรือเป็นแค่ชุดยูนิฟอร์มสำหรับใส่ไปทำบุญ ลองจินตนาการใหม่ดู เพราะในนาทีนี้ เส้นด้ายแห่งภูมิปัญญาจากทั่วทุกภูมิภาคกำลังถูกถักทอเข้ากับซิลลูเอตต์แห่งยุคสมัย เปลี่ยนสิ่งที่คุ้นเคยให้กลายเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้ การเดินทางของผ้าไทยยุคใหม่เต็มไปด้วยสีสันและการตีความที่ไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์อันลึกลับของ ‘ผ้าซิ่น’ และผ้าม้งจากทางภาคเหนือ ที่ถูกหั่นแพทเทิร์นและปรับโครงสร้างใหม่ให้กลายเป็นกระโปรงทรงเก๋หรือเสื้อสายเดี่ยวสุดเปรี้ยวสีสันจัดจ้านและลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของ ‘ผ้าถุงภาคใต้’ ตลอดจนผ้าบาติก ที่ถูกนำมาทวิสต์เป็นชุดเดรสหรือเสื้อครอปท็อปให้กลิ่นอายบีชแวร์สุดชิค ไปจนถึงความเรียบง่ายที่แฝงไปด้วยความเท่ของ ‘ผ้าขาวม้า’ และผ้าหมักโคลนจากภาคอีสาน ที่ถูกอัปไซเคิล กลายเป็นไอเท็มสตรีทแวร์สุดคูลสำหรับคนเจนซี นี่คือการหยิบเอารากเหง้ามาเขย่ารวมกับป๊อปคัลเจอร์ เป็นการสนับสนุนช่างฝีมือท้องถิ่นให้มีพื้นที่ยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่นร่วมสมัย เราขอชวนคุณมาสลัดภาพจำเดิมๆ แล้วสวมวิญญาณมิวส์ของเหล่าดีไซเนอร์ ไปกับแบรนด์เสื้อผ้าไทยสุดปังที่จะทำให้ทุกย่างก้าวของคุณเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและสไตล์ที่ไม่มีใครเหมือน
จากงานอดิเรกตอนลูกหลับสู่แบรนด์ระดับโลก เจาะลึกความสำเร็จของ Chalay

จากงานอดิเรกตอนลูกหลับสู่แบรนด์ระดับโลก เจาะลึกความสำเร็จของ Chalay

ชนินทร์พร ‘ชา’ เฮสส์ (Chaninporn ‘Cha’ Hess) ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างแบรนด์ตั้งแต่แรก เธอแค่อยากหาอะไรทำด้วยสองมือของตัวเองตอนที่ลูกชายหลับ สัญชาตญาณความต้องการที่เรียบง่าย ใช้งานได้จริง และเป็นส่วนตัวนี้ ได้เติบโตกลายมาเป็น Chalay แบรนด์ที่ส่งออกทั่วโลก พร้อมด้วยทีมช่างฝีมือสองทีม ประวัติการขายหมดเกลี้ยง (sell-out) และเรื่องราวที่ยังคงติดดิน จุดเริ่มต้นมาจากกล้องตั้งเวลาถ่ายเองและเสื้อครอปท็อปทำมือ และขยายตัวไปโดยไม่สูญเสียแก่นแท้ของตัวเอง Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess ทิ้งชีวิตทองหล่อไว้เบื้องหลัง ก่อนจะมี Chalay ชีวิตของเธอปักหลักอยู่ที่ทองหล่อ ชาเป็นนักบัญชีในตอนกลางวัน วนเวียนอยู่กับวัฒนธรรมบาร์ในตอนกลางคืน แต่งงานกับดีเจมืออาชีพ และมักจะประดิษฐ์ของทำมือเป็นงานอดิเรกอยู่เสมอ มันลงตัวดี ทั้งความคิดสร้างสรรค์ สังคม และความวุ่นวายนิดๆ จนกระทั่งลูกชายลืมตาดูโลก ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ชีวิตในกรุงเทพฯ ถูกแทนที่ด้วยชายฝั่งทะเล การเป็นแม่เต็มเวลาเข้ามาแทนที่จังหวะชีวิตเดิมๆ และจังหวะที่ช้าลงก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของไอทะเลและความเปิดกว้าง ในตอนนั้นมันไม่ได้ดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันคือการรีเซ็ตที่ทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ Photograph: CHALAYChaninporn ‘Cha’ Hess เสื้อครอปท็อป กำแพง และช่วงเวลาลูกหลับ ภาพแรกของ Chalay ไม่ใช่แคมเปญโฆษณา ไม่ได้มีการวางแผนไว้ด้วยซ้ำ มันเป็นแค่ภาพของชาในเสื้อครอปท็อปที่เธอเย็บเอง ยืนพิงกำแพงนอกบ้านขณะที่ลูกชายนอนหลับอยู่ข้างใน "ฉันเริ่มออกแบบเสื้อผ้าเป็นงานอดิเรกค่ะ" เธอกล่าว—ประโยคนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยจุดกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมด ชื่อแบรนด์ก็มาจากตรรกะเดียวกัน: Cha (ชา) มาจากชื่อ ชนินทร์พร ส่วน Lay (เล) มาจา
วิกฤต ‘ชามตราไก่ลำปาง’ ลมหายใจรวยรินของมรดกไทยใต้เงาสินค้าจีน

วิกฤต ‘ชามตราไก่ลำปาง’ ลมหายใจรวยรินของมรดกไทยใต้เงาสินค้าจีน

หากพูดถึงจังหวัดลำปาง ภาพจำที่ตีคู่มากับรถม้าและพระธาตุลำปางหลวง ย่อมหนีไม่พ้น ‘ชามตราไก่’ ภาชนะเซรามิกเคลือบเนื้อดีที่มีลวดลายไก่ตัวผู้สีแดงส้ม ยืนเด่นเป็นสง่าเคียงข้างดอกโบตั๋นและต้นกล้วย เป็นจุดขายมาตั้งแต่สมัยจอมพ ป. พิบูลสงคราม ชามใบนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาชนะใส่อาหารที่คุ้นตาตามร้านก๋วยเตี๋ยวไปจนถึงภัตตาคารหรู แต่คือ ‘สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม’ จิตวิญญาณของชุมชน และฟันเฟืองเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงชาวลำปางมานานเกือบร้อยปี แต่วันนี้ มรดกทางภูมิปัญญาอันทรงคุณค่ากำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และอาจเสี่ยงต่อการสูญหายไปจากแผ่นดินไทยอย่างถาวร Photograph: dhanabadeeChicken Bowl Crisis สงครามราคาที่ไม่มีวันชนะ จุดเริ่มต้นของวิกฤตมาจากโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ประกอบกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน สินค้าเซรามิกจากประเทศจีนทะลักเข้ามาตีตลาดไทยอย่างหนัก โดยเฉพาะ ‘ชามลายไก่เลียนแบบ’ ที่ผลิตจากโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ลายด้วยเครื่องจักรแทนการวาดมือ และใช้วัสดุเกรดต่ำแทนดินขาวบริสุทธิ์ ทำให้สามารถกดราคาขายได้เหลือเพียงใบละ 5-10 บาท ในขณะที่ ‘ชามไก่ลำปาง’ แท้ ซึ่งปั้นจากดินขาวแจ้ห่มคุณภาพสูงที่ทนความร้อนได้ดี และต้องอาศัยศิลปะการวาดลวดลายด้วยมือจากช่างฝีมือ มีต้นทุนการผลิตสูงถึง 20-35 บาทต่อใบ เมื่อราคาบนหน้าแผงต่างกันถึง 4-5 เท่า ท่ามกลางยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ผู้บริโภคและร้านอาหารจำนวนมากจึงหันไปเลือกใช้สินค้าจีนราคาถูก โดยอาจละเลยเรื่องคุณภาพหรือความเสี่ยงจากสารเคมีในสีเคลือบที่ไม่ได้มาตรฐาน Photograph: anurakmagChicken Bowl Crisis การล่มสลายของ ‘เมืองเซรามิก’ ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงระดับ ‘ปรากฏการณ์โดมิโน’ จากเมืองหลวงแห่งเซรามิกที่ก่อนยุคโควิด-19 เคยมีโรง
รวมร้านไทยๆ ที่มีเรื่องราว บรรยากาศ และคาแรคเตอร์

รวมร้านไทยๆ ที่มีเรื่องราว บรรยากาศ และคาแรคเตอร์

รสนิยมการกินอาหารไทยของคนเจนใหม่ทุกวันนี้ นอกจากจะตอบโจทย์เรื่องรสชาติแล้ว เชื่อว่าประสบการณ์และไวบ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ก็สำคัญไม่แพ้กัน ภาพจำของร้านอาหารตามสั่งริมทาง ร้านข้าวต้มโต้รุ่งริมถนน หรือร้านข้าวซอยพัดลมเพดาน กำลังถูกทรานส์ฟอร์มและตีความใหม่โดยกลุ่มผู้ประกอบการที่หลงใหลในรากเหง้าของอาหารไทย พวกเขาหยิบเอา ‘คอมฟอร์ตฟู้ด’ จานโปรดในวัยเด็กและเมนูคลาสสิกที่คุ้นเคย มาปัดฝุ่น ยกระดับวัตถุดิบ และใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เทคนิคการทำไปจนถึงการออกแบบสเปซร้านให้กลายเป็นแหล่งแฮงก์เอาต์สุดชิก การผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ทำให้เกิดสตรีทฟู้ดระดับพรีเมียมที่กินสนุกขึ้น ถ่ายรูปสวยขึ้น แต่ยังคงรสมือจัดจ้านถึงเครื่องแบบออริจินัล ไม่ว่าจะเป็นข้าวต้มกุ๊ยในบาร์สุดเก๋ ข้าวกะเพราคลุกข้าวเหนียวเนื้อวากิว ข้าวซอยเส้นสดในบรรยากาศเจแปนนิสมินิมอล ไก่ทอดหาดใหญ่หนังบางกรอบในคาเฟ่กลางกรุง หรือแม้แต่ตำนานซีฟู้ดพื้นบ้านระยองที่ถูกนำมาเล่าใหม่ในคอนเซปต์สโตร์ใจกลางห้างหรู ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่าอาหารไทยคลาสสิกสามารถเติบโตไปพร้อมกับยุคสมัยได้อย่างลงตัว และนี่คือการรวบรวมพิกัดร้านอาหารไทยที่จับเอาความทรงจำวัยเด็กมาเขย่าใหม่ เพื่อเสิร์ฟความอร่อยและบรรยากาศที่โดนใจสายกินเจเนอเรชันใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Forget background music. This is Jazz Kissa.

Forget background music. This is Jazz Kissa.

Light casts shadows through the glass, falling across a vinyl record spinning at a steady 33 rpm. The crackle of the needle settling into the grooves awakens analogue sound – imperfect, but that's why people love it.  In our fast-paced world, where almost everything can be commanded with the touch of a fingertip, sinking into a chair and listening to an entire record has become a rare and almost exquisite act. A ritual, even, for those who appreciate sound.  Japan’s traditional jazz cafés, known as Jazz Kissa, remain among the few places where you can walk in, leave the outside world behind and simply immerse yourself in the music – unbothered and uninterrupted, with no ads to skip and no algorithm deciding what you listen to next. In Bangkok, we have similar spots – usually referred to as listening bars – although they’re usually a little more connected than the social Faraday cages of Japan.  The Japanese sense of nostalgia is captured in the pages of Jazz Kissa: The Soul of Japanese Listening Culture, a photographic exploration of Japan’s iconic cafés and the culture of deep listening that surrounds them.  Behind the book are three people who appreciate the art of listening in their own way: Katsumasa Kusunose, a music historian and photographer who has spent nearly half his life immersed in jazz cafés; Ted Gushue of ERG Media, a publisher with a belief in the enduring power of print; and Devon Turnbull, a sound architect who turns loudspeakers into sculptural works of art
เสียงเพลงที่เผยตัวตามกาลเวลา ผ่านบทสนทนา 3 ผู้เดินทางของหนังสือ Jazz Kissa ที่ SIWILAI

เสียงเพลงที่เผยตัวตามกาลเวลา ผ่านบทสนทนา 3 ผู้เดินทางของหนังสือ Jazz Kissa ที่ SIWILAI

แสงบ่ายทอดเงาผ่านกระจก เข้ามากระทบแผ่นไวนิลที่กำลังหมุนวนด้วยความเร็วคงที่ เสียงเข็มที่แตะลงบนร่องเสียงเสียงแรกดังกวัดแกว่งเบาๆ คล้ายเสียงลมหายใจของอดีตที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ในโลกปัจจุบันที่หมุนไวและสั่งการทุกอย่างได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส การทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เพื่อฟังเพลงสักแผ่นกลับกลายเป็น ‘กริยาอันวิจิตร’ ที่หาได้ยากยิ่ง แต่ว่า ที่ซอกมุมหนึ่งของประวัติศาสตร์ดนตรี วัฒนธรรม Jazz Kissa หรือร้านกาแฟแจ๊สสไตล์ญี่ปุ่น ยังคงทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายที่ปกป้องศิลปะแห่งการจดจ่อและการทอดถอนอารมณ์เอาไว้อย่างเงียบเชียบ ความงามอันแสนคลาสสิกนี้ถูกร้อยเรียงและบันทึกไว้ในหนังสือ Jazz Kissa: The Soul of Japanese Listening Culture ซึ่งกลายมาเป็นบทสนทนาข้ามวัฒนธรรมระหว่าง คัตสึมาสะ คุสึโนเสะ (Katsumasa Kusunose) นักบันทึกประวัติศาสตร์ผู้ใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตอยู่ตามร้านแจ๊ส, เทด กุชชู (Ted Gushue) จากสำนักพิมพ์ ERG Media ผู้เชื่อมั่นในอมตะแห่งสิ่งพิมพ์ และ เดวอน เทิร์นบุลล์ (Devon Turnbull) สถาปนิกแห่งเสียงผู้เปลี่ยนตู้ลำโพงให้กลายเป็นงานประติมากรรมทางจิตวิญญาณ Photograph: SIWILAI STOREKatsumasa Kusunose เสียงแรกที่ตกกระทบหัวใจ ‘ผู้ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ และเสียงเพลงที่เป็นดั่งสถาปัตยกรรม’ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับบทเพลง มักเริ่มต้นด้วยเรื่องราวที่คล้ายกับความบังเอิญ คัตสึมาสะย้อนความทรงจำไปถึงวัยเด็กในวัยเพียงหกหรือเจ็ดขวบ เสียงเพลง Take Five ของ Dave Brubeck Quartet ที่เปิดคลอในรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของมนุษยชาติ คือวินาทีแรกที่ทำให้เขาตระหนักว่า ‘อ้อ... สิ่งนี้เองสินะที่เขาเรียกว่าแจ๊ส’ ก่อนที่แผ่นเสียง 7 นิ้วซิงเกิล Tell Me ของ The Rolling Stones ในวัยสิบขวบ และท่วงทำนองของ The

Listings and reviews (6)

Little Tree Grocery

Little Tree Grocery

What is it? เดินเข้ามาที่ตึกไม้เรือนศิลปินของคณะดุริยางคศิลป์ สัมผัสบรรยากกาศร่มรื่นย์ และเสียงซ้อมดนตรีที่น่าอภิรมณ์ ก่อนจะพบกับ Little Tree Grocery คาเฟ่บรรยากาศอบอุ่นที่ต้อนรับด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของขนมอบและกาแฟที่กำลังตั้งใจชง พร้อมมุมที่นั่งน่ารักๆ ที่เหมาะกับการชวนใครสักคนมานั่งใช้เวลาร่วมกัน Why we love it: เสน่ห์สำคัญของที่นี่ขอยกให้ ‘ขนมปังซาวโดวจ์’ โฮมเมดที่อบใหม่จนส่งกลิ่นหอมอบอวลอันเป็นเอกลักษณ์ ยิ่งทานคู่กับแยมสูตรพิเศษที่ทางร้านกวนเอง เคียงคู่กับเครื่องดื่มแก้วโปรดสักแก้ว ก็พร้อมเติมเต็มยามบ่ายให้ลงตัว ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังมีความพิเศษจากขนมไทยฝีมือ ‘คุณยายอร’ ที่หมุนเวียนเมนูหาทานยากมาให้ลิ้มลองแบบไม่ซ้ำในแต่ละวัน หากวันไหนโชคดีได้พบกับขนมไทยจานโปรด ก็ยิ่งช่วยเติมความสมบูรณ์แบบให้กับวันนั้นได้อย่างน่าประทับใจ Time Out tip: ทางร้านยังมีเจลาโต้รสชาติพิเศษจาก Boon Boon Gelato พร้อมเสิร์ฟความหวานเย็นชื่นใจ เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาความสดชื่นคลายร้อนในยามบ่าย ที่ตั้ง: ภายในเรือนศิลปิน บริเวณริมน้ำ วิทยาลัยดุริยางค์ศิลป์ มหิดล เปิดทุกวัน 08.00 – 18.00 น.  โทร 061-426-6328
96H Artisanal Bread

96H Artisanal Bread

Equal parts bakery and creative studio, 96H Artisanal Bread has a rainy-day workshop that's easier to love than explain. You paint your own sourdough loaf using natural pigments – earthy tones, botanical patterns, whatever instinct suggests – while the smell of fresh bread fills the room. Slow, tactile and genuinely therapeutic, it sends you home with a loaf that's entirely your own, ready for something warm on the side. 96H Artisanal Bread, Chaengwattana Soi 45. Open Thu–Mon, 9am–6pm. Booking ahead recommended  
Sprawl across Bangna's greenest lawn at The Field Society festival

Sprawl across Bangna's greenest lawn at The Field Society festival

Bangkok’s picnic crowd gets a proper excuse to stretch out on the grass when Happitat teams up with GROUNDCONTROL for a laid-back lifestyle festival in the middle of Bangna’s greenery. Think picnic blankets, slow afternoons and more than 80 vendors selling crafts, fashion, snacks and drinks, all spread across a wide open lawn designed for lingering. Art workshops and interactive activities run throughout the weekend, while a towering mushroom installation rising more than four metres above the grounds is almost guaranteed to dominate everyone’s camera roll. Visitors can also wander through the flower-filled ‘Fairy Circle’ experience inside Lumis Theater Hall, with live music and pet-friendly spaces helping the whole thing settle into an easy weekend rhythm. May 30-31. Free entry. Happitat at The Forestias. 10am-7pm

News (278)

หนึ่งค่ำคืนที่มีทั้งหนัง บทสนทนา และเสียงเพลงจาก ‘หงา คาราวาน’ ที่ GalileOasis

หนึ่งค่ำคืนที่มีทั้งหนัง บทสนทนา และเสียงเพลงจาก ‘หงา คาราวาน’ ที่ GalileOasis

วันที่ 25 ตุลาคม 2569 GalileOasis Theatre ชวนคนรักหนังและดนตรีมาร่วมค่ำคืนพิเศษที่รวมทั้งการฉายภาพยนตร์ การพูดคุยกับผู้กำกับ และคอนเสิร์ตอคูสติกไว้ในงานเดียว กับ ‘อรุณกาล’ (Regretfully At Dawn) ผลงานล่าสุดของ กานต์ ศิวโรจณ์ Photograph: Kong Pahurak | Regretfully At Dawn 2026Bangkok ภาพยนตร์เล่าเรื่องของชายชราทหารผ่านศึกที่กำลังใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายของตนเองร่วมกับหลานสาว ผู้มีอนาคตอันสดใสรออยู่ข้างหน้า และสุนัขสีดำที่ผ่านช่วงชีวิตอันยาวนานมาไม่ต่างกัน เรื่องราวของคนต่างวัยและชีวิตที่กำลังเดินทางไปสู่ปลายทางเดียวกัน หลังการฉาย เวลา 17.15 น. จะเป็นช่วง Q&A เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับ กานต์ ศิวโรจณ์ ผู้กำกับของเรื่อง ก่อนเปลี่ยนอารมณ์เข้าสู่เสียงดนตรีในเวลา 18.00 น. กับคอนเสิร์ตอคูสติกจากศิลปินระดับตำนาน หงา สุรชัย จันทิมาธร ‘คาราวาน’ เรียกได้ว่าเป็นค่ำคืนที่ค่อยๆ เดินทางจากเรื่องราวบนจอ สู่บทสนทนาหลังหนังจบ และจบลงด้วยเสียงเพลงสดๆ ในบรรยากาศเป็นกันเอง กำหนดการงาน15.00 น. — ฉายภาพยนตร์ ‘อรุณกาล’17.15 น. — พูดคุยกับผู้กำกับ18.00 น. — คอนเสิร์ตอคูสติก ‘หงา คาราวาน’ ที่ GalileOasis Theatre 25 ตุลาคม 2569  เวลา 15.00 เป็นต้นไป บัตรราคา 600 บาท (จองบัตร)
4 ตุลาคมนี้ ดูดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี

4 ตุลาคมนี้ ดูดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี

ถ้ายังไม่มีนัดอะไรในคืนวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคมนี้ ลองเว้นที่หัวใจไว้ให้ดาวเสาร์สักหนึ่งช่อง เพราะคืนนี้คือช่วงเวลาที่ดาวเคราะห์วงแหวนจะมาอยู่ในตำแหน่ง ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ซึ่งหมายถึงดวงอาทิตย์ โลก และดาวเสาร์จะเรียงตัวกันเป็นแนวเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลาง ตำแหน่งดังกล่าวทำให้ดาวเสาร์อยู่ตรงข้ามดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า และเป็นช่วงที่ดาวเสาร์เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี แม้คำว่าใกล้ ในระดับจักรวาลจะยังหมายถึงระยะทางราว 1.26 พันล้านกิโลเมตร ก็ตาม แสงจากดาวเสาร์ที่เราเห็นใช้เวลาประมาณ 70 นาทีในการเดินทางมาถึงโลก (แต่ก็ยังเห็นในระยัที่ใกล้ที่สุดอยู่ดี) มองหาดาวเสาร์ได้เมื่อไหร่ ดาวเสาร์จะขึ้นทางทิศตะวันออกตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ค่อยๆ สูงขึ้นจนอยู่บริเวณท้องฟ้าด้านบนช่วงใกล้เที่ยงคืน ก่อนจะเคลื่อนต่ำลงทางทิศตะวันตกและลับขอบฟ้าก่อนรุ่งเช้า เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในคืนที่มีเวลาให้เลือกมองดาวกันแบบยาวๆ ช่วงหัวค่ำยังเป็นจังหวะที่ดี เพราะดวงจันทร์จะขึ้นค่อนข้างดึก ทำให้ท้องฟ้ายังมืดพอสำหรับการสังเกตดาวในช่วงแรกของคืน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าดวงไหนคือดาวเสาร์ หาจุดที่มืดและห่างจากแสงไฟเมือง ไม่ว่าจะเป็นระเบียงดาดฟ้า หรือสวนสาธารณะที่มองเห็นท้องฟ้าได้กว้างๆ จากนั้นให้เวลาสายตาปรับกับความมืดประมาณ 10 นาที ดาวเสาร์จะปรากฏเป็นจุดสีเหลืองนวลที่ค่อนข้างนิ่ง ต่างจากดาวฤกษ์รอบๆ ที่มักดูเหมือนกะพริบ เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลที่สุดที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อยากเห็นวงแหวน ต้องใช้กล้อง ถ้าอยากเห็นไฮไลต์ ‘วงแหวนของดาวเสาร์’ ด้วยตาตัวเอง งานนี้ต้องพึ่งกล้องโทรทรรศน์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นอุปกรณ์ขนาดใหญ่ เพราะกล้องขนาดเล็กที่มีกำลังขยายประมาณ 25 เท่าก็สามารถช่วยให้เห็นวงแหวนได้ หลังจากวงแหวนหันขอบเข้าหาโลกจนแทบม
กองทัพเรือเตรียมซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 4 รอบในเดือนกันยายนนี้ และนี่คือเหตุที่คุณไม่ควรพลาด

กองทัพเรือเตรียมซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 4 รอบในเดือนกันยายนนี้ และนี่คือเหตุที่คุณไม่ควรพลาด

แม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ว่างเว้นการสัญจรเพื่อสิ่งใดง่ายๆ แต่ในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายนนี้ ทั้งเรือข้ามฟาก เรือหางยาว และเรือสำราญ จะหลีกทางให้กับความวิจิตรตระการตาที่กรุงเทพฯ จะจัดขึ้นเพียงไม่กี่ปีครั้ง นั่นคือ ‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’ เรือพระราชพิธีที่ถูกแกะสลักและปิดทองอย่างวิจิตรบรรจงจำนวน 52 ลำ จะค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามลำน้ำ ขับเคลื่อนด้วยกำลังฝีพายจากกองทัพเรือกว่า 2,200 นายที่จ้วงน้ำอย่างพร้อมเพรียงตามจังหวะบทเห่เรืออันทรงพลัง นำโดยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ที่สง่างามและเป็นเรือประทับของพระมหากษัตริย์ ตามด้วยเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชที่ทำหน้าที่อัญเชิญผ้าพระกฐิน ทอดตัวยาวเป็นขบวนตระการตากว่าหนึ่งกิโลเมตร ซึ่งเบื้องหลังความงดงามนี้ต้องแลกมาด้วยการฝึกซ้อมยาวนานนับเดือน ขบวนเรืออันยิ่งใหญ่นี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคเพื่อถวายผ้าพระกฐินแก่พระสงฆ์หลังออกพรรษา อีกทั้งยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมพรรษา 4 รอบ โดยขบวนจะสิ้นสุดลงที่วัดอรุณราชวราราม ซึ่งมีพระปรางค์สูงตระหง่านเป็นฉากหลังอันงดงามบนฝั่งธนบุรี Photograph: CanvaBangkok ก่อนถึงวันจริง กองทัพเรือได้เปิดให้ประชาชนร่วมชมการซ้อมย่อยริมฝั่งแม่น้ำได้ฟรี โดยในเดือนกันยายนนี้จะมีการซ้อมในวันที่ 3, 8, 17 และ 23 ตามด้วยการซ้อมอีกหลายรอบในเดือนตุลาคม รวมถึงการซ้อมใหญ่เสมือนจริง ในวันที่ 21 และ 28 ตุลาคม ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นความงดงามของเรือพระราชพิธีที่ตกแต่งอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องเบียดเสียดกับฝูงชนในวันจริง จุดชมวิวที่ดีที่สุดทอดยาวตั้งแต่สะพานกรุงธนไปจนถึงวัดอรุณฯ หากอยู่ฝั่งธนบุรี แนะนำให้ไปที่สวนหย่อมริมน้ำบริเ
สำรวจชีวิตหลังสักการะของดอกไม้บูชา กับนิทรรศการ เศษศรัทธา ที่ ปากคลองตลาด

สำรวจชีวิตหลังสักการะของดอกไม้บูชา กับนิทรรศการ เศษศรัทธา ที่ ปากคลองตลาด

ดอกไม้ที่เคยถูกจัดวางอย่างประณีตเพื่อสักการะ เมื่อพิธีกรรมจบลงแล้วจะไปอยู่ที่ไหน?  คำถามนี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของ เศษศรัทธา (After Faith) นิทรรศการศิลปะเดี่ยวครั้งแรกของ สุภัทร์พร โปสกนิษฐกุล ที่ชวนสำรวจ ‘ชีวิตหลังพิธีกรรม’ ของวัตถุแห่งการบูชา ผ่านวัสดุที่หลงเหลือจากวิถีชีวิตของปากคลองตลาด นิทรรศการครั้งนี้พัฒนาขึ้นจากการศึกษาพื้นที่ปากคลองตลาดและความร่วมมือกับตลาดยอดพิมาน โดยมี พรรณชญานิษฐ์ วัชรรัตน์ รับหน้าที่ภัณฑารักษ์ ก่อนจะนำสิ่งของที่ถูกมองว่าไร้ประโยชน์กลับเข้าสู่กระบวนการสร้างสรรค์อีกครั้ง Photograph: After FaithBangkok เครื่องสักการะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับสิ่งที่พวกเขายึดถือและเคารพบูชาเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับโลกใบใหญ่ที่ทำให้พิธีกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ ความต้องการดอกไม้ ธูป เทียน และพวงมาลัยอย่างไม่สิ้นสุด ก่อให้เกิดเครือข่ายการผลิตและจัดจำหน่ายอันซับซ้อน และเมื่อพิธีกรรมสิ้นสุดลง ภูเขาของเศษวัสดุและของเหลือที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในพื้นที่ชายขอบของเมือง Photograph: Supatporn PosoknistakulBangkok มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของวัสดุที่ใช้ในงานมาจากดอกไม้และเศษวัสดุที่เหลือจากชีวิตประจำวันในตลาด ดอกไม้ที่เคยเป็นตัวแทนของความรัก ความเคารพ หรือความศรัทธา เมื่อหมดหน้าที่แล้วกลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกทิ้ง แต่ในนิทรรศการแห่งนี้ สิ่งเหล่านั้นไม่ได้จบลงที่ถังขยะ หากถูกนำมาตีความ แปรสภาพ และทดลองผ่านกระบวนการทางศิลปะ เพื่อสร้างความหมายใหม่ให้กับเศษซากที่หลงเหลือ เมื่อเดินผ่านผลงาน ผู้ชมจึงอาจได้มอง ‘ของเหลือ’ เหล่านี้ต่างไปจากเดิม ความศรัทธาอาจไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับพิธีกรรม หากยังหลงเหลืออยู่ใ
ชวนหลีกหนีความวุ่นวาย ออกมานั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้กับ ‘Under the Tree Club’

ชวนหลีกหนีความวุ่นวาย ออกมานั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้กับ ‘Under the Tree Club’

ในวันที่กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยความเร่งรีบและอีเวนต์มากมาย Yep Academy ได้เปิดพื้นที่ปลอดภัยเล็กๆ ชวนชาวกรุงพักสายตาจากหน้าจอ แล้วมาใช้เวลาช่วงบ่ายวันหยุดร่วมกันในกิจกรรม Under the Tree Club นัดพบครั้งแรกของกลุ่มคนที่อยากใช้เวลากับตัวเองและธรรมชาติต่างเมือง แนวคิดของกิจกรรมนี้เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย เพียงแค่หยิบหนังสือเล่มโปรดมาคนละหนึ่งเล่ม เลือกมุมสบายๆ ใต้ร่มไม้ แล้วนั่งอ่านหนังสือไปพร้อมๆ กับคนรอบข้าง โดยไม่จำเป็นต้องพูดคุยกัน และไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน เมื่อหมดเวลาจึงค่อยเปิดพื้นที่สั้นๆ ให้ทุกคนได้พูดคุย แชร์ความประทับใจ หรือสิ่งที่ได้รับจากการอ่านในวันนั้น  นี่คือสเปซที่เปิดให้ทุกคนได้ ‘หยุด’ เพื่อทบทวนตัวเอง โดยกลุ่มตั้งใจจะจัดกิจกรรมขึ้นเป็นประจำเดือนละครั้ง ณ สวนลุมพินี พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมไปในแต่ละเดือน เพื่อให้ทุกคนได้มาพบกันในจุดเดิมแต่ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ กลับไปเสมอ ที่ สวนลุมพินี วันที่ 3 ตุลาคม 2569 เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
โบกมือลารถเมล์ร้อนสีครีม-แดง! ขสมก. เตรียมส่งรถเมล์ไฟฟ้า EV 1,520 คัน ลงถนนปี 2570

โบกมือลารถเมล์ร้อนสีครีม-แดง! ขสมก. เตรียมส่งรถเมล์ไฟฟ้า EV 1,520 คัน ลงถนนปี 2570

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยผ่านประสบการณ์นั่งตากลมและเหงื่อซึมบนเบาะไวนิลของ ‘รถเมล์ร้อน’ ครีม-แดง ในกรุงเทพฯ เตรียมตัวบอกลาภาพชินตานี้ได้เลย เมื่อองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบเดินทางครั้งใหญ่ โดยเตรียมนำรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศ (EV) จำนวน 1,520 คัน เข้ามาทดแทน fleet รถเมล์ร้อนรุ่นเก่าทั้งหมด ตามแผนงาน รถเมล์ไฟฟ้า 500 คันแรกจะเริ่มออกวิ่งให้บริการในเดือนมีนาคม 2570 และจะทยอยส่งมอบจนครบทั้งหมดภายในเดือนพฤษภาคม 2570 โดยในช่วงแรกจะวิ่งให้บริการครอบคลุมเกือบ 50 เส้นทาง จากทั้งหมดราว 107 เส้นทางของ ขสมก. ซึ่งแบ่งเป็นเส้นทาง City Bus ที่วิ่งวนภายในเขตเมืองชั้นในอย่างสีลม, บางรัก, คลองเตย และพระราม 4 กับเส้นทาง Commuter Bus ที่เชื่อมต่อการเดินทางจากเขตรอบนอกและปริมณฑลเข้าสู่ใจกลางเมือง Photograph: BRIDGESTONEBangkok EV Bus ภายในรถเมล์ไฟฟ้า fleet ใหม่จะมาพร้อมเครื่องปรับอากาศฉ่ำๆ กล้อง CCTV ระบบติดตาม GPS และการออกแบบอารยสถาปัตย์เพื่อให้ผู้ใช้งานรถเข็นและผู้สูงอายุขึ้นลงได้อย่างสะดวกสบาย ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังเป็นการปรับรูปแบบการบริหารจัดการงบประมาณของ ขสมก. จากเดิมที่ต้องซื้อตัวรถและแบกรับค่าซ่อมบำรุงเอง หันมาใช้ระบบ ‘เช่าบริการ’ จากภาคเอกชน ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาได้เป็นอย่างดี Photograph: Madan B. RegmiBangkok Ev Bus อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ใช้บริการต้องเตรียมรับมือคือเรื่องของ ‘ค่าโดยสาร’ จากเดิมที่รถเมล์ร้อนคิดราคาเหมาจ่ายคงที่ 8 บาทตลอดสาย จะถูกเปลี่ยนเป็นอัตราค่าโดยสารตามระยะทางอยู่ที่ 15 - 25 บาท ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องติดตามว่ากรุงเทพฯ จะก้าวไปสู่การเป็นเมืองที่สะอาดและทันสมัยขึ้น โดยไม่ทิ้งผู้ใช
ปลุกไฟความสร้างสรรค์อีกครั้ง ที่งาน ‘RE-YOUTH by GLUES SOUND’ พื้นที่ของคนไม่ยอมแก่ทางความคิด

ปลุกไฟความสร้างสรรค์อีกครั้ง ที่งาน ‘RE-YOUTH by GLUES SOUND’ พื้นที่ของคนไม่ยอมแก่ทางความคิด

ในยุคที่ตัวเลขของอายุ มักถูกใช้เป็นกรอบกำหนดกรอบชีวิต แบรนด์ทางดนตรีและศิลปะอย่าง GLUES SOUND กำลังจะลุกขึ้นมาท้าทายความเชื่อเดิมๆ ด้วยการเปิดตัวโปรเจกต์คอมมูนิตี้ใหม่ล่าสุด RE-YOUTH งานที่เชื่อว่า ‘ความกล้าที่จะสร้างสรรค์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ’ หากแต่คือทัศนคติที่ยังสนุกกับการค้นหา กล้าคิด กล้าทำ และพร้อมเปิดรับสีสันใหม่ๆ ให้ชีวิตอยู่เสมอ Photograph: House LagomBangkok ตลอดทั้งวันคุณจะได้พบกับพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คนผ่านมิติทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้ง ดนตรี ศิลปะ งานฝีมือ อาหาร และแฟชั่น ไฮไลต์สำคัญคือการรวมตัวของศิลปินที่จะมาเติมเต็มท่วงทำนองและพลังงานบวก นำโดยวงเรกเก้ระดับแถบหน้าของไทย Rootsman Creation, Richman Poorman และ K9 ที่จะมาเปลี่ยนคืนวันเสาร์ให้กลายเป็นพื้นที่ปล่อยของของคนหัวใจเยาว์วัย ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยไหน หากหัวใจยังคงถวิลหาประสบการณ์ใหม่ๆ RE-YOUTH พร้อมเปิดประตูต้อนรับทุกคนมาร่วมค้นพบบุมมองชีวิตในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ที่ House Lagom (สุขุมวิท 20, เขตคลองเตย กรุงเทพฯ) วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 บัตร Early Bird ราคา 350 บาท | Regular 450 บาท | Special Package 550 บาท (บัตร + สติ๊กเกอร์ + โปสเตอร์) | Easy Youth (แพ็กเกจ 4 ท่าน) 1,200 บาท ซื้อบัตรได้ที่นี่
กลับมาอย่างยิ่งใหญ่! Big Bad Wolf Bangkok 2026 ฉลองครบรอบ 10 ปี ขนทัพหนังสือกว่า 1 ล้านเล่ม

กลับมาอย่างยิ่งใหญ่! Big Bad Wolf Bangkok 2026 ฉลองครบรอบ 10 ปี ขนทัพหนังสือกว่า 1 ล้านเล่ม

เตรียมเคลียร์ชั้นวางหนังสือ เคลียร์คิววันหยุด และเตรียมกระเป๋าใบใหญ่ที่สุดของคุณให้พร้อม! Big Bad Wolf Books มหกรรมหนังสือภาษาอังกฤษและนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กำลังจะกลับมาสร้างความคึกคักอีกครั้ง ณ Platinum Pop (ชื่อเดิม The Market Bangkok) ระหว่างวันที่ 2–13 ตุลาคม 2026 โดยความพิเศษของปีนี้เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีในไทย พร้อมจัดเต็มพื้นที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า ขนทัพหนังสือมากกว่า 1 ล้านเล่มมาให้เหล่านักอ่านได้ ‘ล่า’ กันอย่างจุใจ ในราคาสุดสบายกระเป๋าด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 95% Photograph: International Book SaleBangkok เหล่านักอ่านสายดุน่าจะคุ้นเคยกับบรรยากาศดี งานจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 น. จนถึงเที่ยงคืนของทุกวัน ข้อแนะนำสำหรับขาประจำคือควรเตรียมกระเป๋าเดินทางแบบมีล้อลาก หรือถุงผ้าหนาๆ ไปด้วย ส่วนใครที่อยากเลี่ยงคิวยาวบริเวณเคาน์เตอร์ชำระเงิน แนะนำให้มาช่วงเย็นของวันธรรมดา ที่สำคัญอย่าลืมสวมรองเท้าที่ใส่สบายเพราะคุณจะต้องใช้เวลาเดินเลือกหนังสือยาวนานหลายชั่วโมงแน่นอน ภายในงานรวบรวมหนังสือไว้อย่างหลากหลายประเภท ตั้งแต่หนังสือภาพสำหรับเด็ก, นิยายแปลหลากหลายภาษา, หนังสือภาพถ่าย, ตำราอาหาร ไปจนถึงหนังสือดีไซน์และผลงานจากสำนักพิมพ์อิสระต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมี โซน Clearance ที่คัดสรรหนังสือเด็ก นิยาย และสารคดีมาลดราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 20 บาท เท่านั้น (สินค้ามีจำนวนจำกัด) ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างคือ โซนสินค้าของสะสมและสินค้าลิขสิทธิ์ ที่รวบรวมบอร์ดเกม Game of Thrones, บ็อกซ์เซ็ตฉบับพิเศษ, ซีดีออดิโอบุ๊ก และพิเศษสุดสำหรับปีนี้กับชุดหมากรุกพ่อมดจาก Harry Potter ที่สาวกและนักสะสมต้องรีบมาจับจอง ที่  Platinum Pop (เดอะมาร์เก็ต แบงคอก เดิม) ตรงข้าม centralwOrld เด
สุนทรียะแห่งความอัปลักษณ์ใน ‘Dopamine Chamber’ ปาร์ตีเปิดอัลบั้มจาก Fontaines D.C. ก่อนใครในไทย

สุนทรียะแห่งความอัปลักษณ์ใน ‘Dopamine Chamber’ ปาร์ตีเปิดอัลบั้มจาก Fontaines D.C. ก่อนใครในไทย

หากคุณกำลังมองหาซาวด์ดนตรีที่กระแทกกระทั้นและเนื้อเพลงที่สะท้อนสัจธรรมของชีวิต ชื่อของ Fontaines D.C. วงอินดี้ร็อกสัญชาติไอริชคือวงที่คุณต้องทำความรู้จัก นี่คือวงดนตรีที่โดดเด่นเรื่องความดิบ เรียล และการเล่าเรื่องที่เสียดแทงความรู้สึก ล่าสุดพวกเขากำลังจะกลับมาพร้อม Dopamine Chamber อัลบั้มชุดใหม่ที่ท้าทายโสตประสาทและพาดำดิ่งสู่ห้วงอารมณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม Photograph: Fontaines D.C.Artist หาก Romance ผลงานชุดก่อนหน้าคือการพรรณนาถึงความรักในโมงยามที่โลกกำลังเดินหน้าสู่จุดจบ Grian นักร้องนำของวงได้ขยายความว่า อัลบั้ม Dopamine Chamber เลือกที่จะพลิกเหรียญไปอีกด้าน มันคือการ ‘สะท้อนความน่าเกลียดอย่างตรงไปตรงมา’ ปราศจากการปรุงแต่ง ประนีประนอม และไม่มีแม้แต่ความตั้งใจที่จะมอบความหวังจอมปลอมเพื่อปลอบประโลมใคร ความน่าสนใจคือ ก่อนที่อัลบั้มสุดเข้มข้นนี้จะถูกสตรีมมิ่งพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 16 ตุลาคม Fontaines เปิดพื้นที่พิเศษให้คอเพลงชาวไทย ทั้งแฟนคลับตัวยงและคนที่เพิ่งเริ่มทำความรู้จัก ได้มาสัมผัสความรู้สึกนี้ก่อนใคร กับงาน Dopamine Chamber Listening Party ปาร์ตีฟังเพลงแบบเอ็กซ์คลูซีฟในคืนวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคมนี้ ที่ O’Glee อารีย์ ซอย 1 กรุงเทพฯ เพื่อรักษาบรรยากาศการฟังเพลงอย่างใกล้ชิด งานนี้จึงจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมเพียง 40 คนสำหรับกรุงเทพฯ และ 30 คนในขอนแก่นเท่านั้น แถมผู้ที่ได้มาร่วมงานยังจะได้รับ Dopamine Chamber Goodie Bag สุดพิเศษกลับบ้านอีกด้วย ร่วมสัมผัสประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟนี้ โดยลงทะเบียนได้ที่นี่
เตรียมออกไปเติมแรงบันดาลใจใน BKKIF 2026 เทศกาลภาพประกอบที่คนรักศิลปะห้ามพลาด 22-25 ต.ค. นี้

เตรียมออกไปเติมแรงบันดาลใจใน BKKIF 2026 เทศกาลภาพประกอบที่คนรักศิลปะห้ามพลาด 22-25 ต.ค. นี้

ก่อนที่ลายเส้นจะกลายเป็นหนังสือ ภาพโฆษณา คาแรกเตอร์ หรือแบรนด์ที่หลายคนจดจำ ทุกอย่างล้วนเริ่มต้นจากไอเดียของนักวาด และหนึ่งในพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ไอเดียเหล่านั้นได้ถูกค้นพบ กลับมาอีกครั้งสำหรับ Bangkok Illustration Fair 2026 อีเวนต์ประจำปีที่รวบรวมศิลปินนักวาดจากหลากหลายรุ่น หลายสไตล์ และจากหลายประเทศ มาเจอกันเพื่อจัดแสดงผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนค้นหาโอกาสใหม่ๆ ในเส้นทางที่พวกเขารักและหลงใหล โดยปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 ตุลาคม 2569 ที่ centralwOrld PULSE ชั้น 7 centralwOrld Photograph: BKKIFBangkok Artist Lineup ของปีนี้กำลังทยอยเผยรายชื่ออย่างต่อเนื่อง โดยในลำดับ A101–A120 มีศิลปินจากหลายประเทศเข้าร่วม ตั้งแต่ MENMENBLUE และ Mochi.K (TAO) จากจีน, Miminini, Molvisu, MONTY และ Moros จากไทย, Mosla จากเกาหลีใต้, MurdokX จากสหรัฐฯ ไปจนถึง Nabila Disarifianti จากอินโดนีเซีย สะท้อนความหลากหลายของวงการ Illustration ที่ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงแบบเดียว ทั้งในแง่เทคนิค สไตล์ และวิธีเล่าเรื่อง ภายในงานยังมีทั้งการจัดแสดงและจำหน่ายผลงานจากศิลปินที่ผ่านการคัดเลือก พร้อมกิจกรรมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้ที่ชวนมอง Illustration ในฐานะทั้งงานศิลปะและอาชีพ สำหรับคนที่อยากรู้จักวงการนี้ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักวาดมือใหม่ คนทำงานสร้างสรรค์ แบรนด์ ธุรกิจ สื่อ หรือคนที่แวะมาเดินดูงาน ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมและค้นหาแรงบันดาลใจกลับไปได้ Photograph: BKKIFBangkok อีกหนึ่งหัวใจของ BKKIF คือการเปิดพื้นที่ให้ ศิลปินทุกคนที่สมัครเข้าร่วม ได้แสดงผลงานผ่านเว็บไซต์ BangkokIllustrationFair.com แม้ไม่ได้เข้าร่วมแสดงงาน On-ground ก็ตาม พร้อมโอกาสจาก Reviewer ไทยและต่างประเทศกว่า 50 ร
มาสำรวจเหรียญจากไทย ใน Asian Game 2026 ในช่วงโค้งสุดท้ายกัน!

มาสำรวจเหรียญจากไทย ใน Asian Game 2026 ในช่วงโค้งสุดท้ายกัน!

มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 (Asian Games 2026) ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น กำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย และหากจะกล่าวว่านี่คือหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ที่ทัพนักกีฬาไทยสร้างผลงานได้เหนือความคาดหมายและเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง มากที่สุดครั้งหนึ่ง ก็คงไม่เกินจริงนัก ข้อมูลอัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ทัพนักกีฬาไทยผงาดขึ้นมารั้ง อันดับ 5 ของตาราง ด้วยผลงาน 12 เหรียญทอง 10 เหรียญเงิน และ 12 เหรียญทองแดง (รวม 34 เหรียญ) ยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางมหาอำนาจด้านกีฬาของทวีปอย่าง จีน (150 เหรียญทอง), ญี่ปุ่น (50 เหรียญทอง), เกาหลีใต้ (24 เหรียญทอง) และอุซเบกิสถาน (16 เหรียญทอง) แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขเหรียญรางวัลเหล่านี้ คือเรื่องราวของการทลายขีดจำกัด การปลดล็อกการรอคอยนับทศวรรษ และการประกาศศักดาในชนิดกีฬาใหม่ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของวงการกีฬาไทยอย่างแทบจะไร้รอยต่อ Photograph: Teqball Association of ThailandAsian Games 2026 เทคบอล: เริ่มต้นด้วยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของกีฬา ‘เทคบอล’ (Teqball) ในเอเชียนเกมส์ ซึ่งทีมชาติไทยไม่เพียงแต่เข้าร่วม แต่ยังสถาปนาตนเองเป็นเบอร์หนึ่งของเอเชียในทันที ด้วยการกวาดไปถึง 3 เหรียญทองจาก 5 รายการที่มีการชิงชัย ความยอดเยี่ยมนี้มาจากคู่ผสม ภาคภูมิ เดชเจริญ และ สุภาวดี วงศ์คำจันทร์, หญิงคู่ สุภาวดี และ จุฑาทิพย์ กันทะทอง ปิดท้ายด้วย ชายคู่ ศรศักดิ์ ท้าวศิริ และ จิระติ จันทร์เลียง ที่น่าทึ่งคือทั้งสามคู่สามารถเอาชนะคู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ (ญี่ปุ่น, เมียนมา และเลบานอน) ไปได้แบบเด็ดขาด 2-0 เซตทั้งหมด เซปักตะกร้อ: แมตช์แห่งศักดิ์ศรีในประเภท ทีมเดี่ยวชาย รอบชิงชนะเลิศ ที่ทัพลูกหวายไทยต้องโคจรมาพบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่างมาเลเซีย และไทยยั
Dessert Exchange ครั้งนี้ มาแลกเปลี่ยนขนมไทยกันเถอะ ที่ Haus of Thura

Dessert Exchange ครั้งนี้ มาแลกเปลี่ยนขนมไทยกันเถอะ ที่ Haus of Thura

พบกับมูฟเมนต์ทางวัฒนธรรมอาหารครั้งน่าสนใจใน Kanomthai Exchange อีเวนต์สุดเก๋ที่หยิบเอาความหลงใหลในของหวานสัญชาติไทยมาเขย่ารวมกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย นี่คืองานแลกเปลี่ยนขนมไทยครั้งแรกที่ชวนทุกคนมาเฉลิมฉลองความเป็นไทยผ่านกลิ่นอบควันเทียน กะทิหอมละมุน และบทสนทนาระหว่างกัน View this post on Instagram A post shared by Baketimestory (@baketimestory.th) สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ KANOMTHAI Exchange คือการเปิดพื้นที่กว้างให้ขนมไทยได้เปล่งประกายในทุกมิติ ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ตายตัว ไม่ว่าจะเป็นขนมไทยรสชาติคลาสสิกดั้งเดิมที่พิถีพิถันทุกขั้นตอน ความสนุกสนานร่วมสมัยที่ผสานวัตถุดิบสากล ไปจนถึงการทวิสต์ ดัดแปลงรูปลักษณ์และรสชาติในแบบที่คาดไม่ถึง งานนี้จึงเปรียบเสมือนผืนผ้าใบที่อนุญาตให้คนรักขนมหวานได้มาละเลงสีสันทางรสชาติร่วมกัน หัวใจหลักของงานคือกติกาสุดเรียบง่ายทว่าเปี่ยมด้วยความหมาย เพียงแค่คุณพก ‘ขนมไทยชิ้นโปรด’ ติดมือมาด้วย เพื่อนำมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความอร่อยและแบ่งปันเรื่องราวเบื้องหลังกับเพื่อนใหม่ที่หลงใหลในสิ่งเดียวกัน กิจกรรมยามบ่ายช่วงสุดสัปดาห์นี้จึงไม่ได้เสิร์ฟแค่ความหวาน แต่ยังมอบพื้นที่แห่งการพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ และสร้างคอมมูนิตี้เล็กๆ ที่อบอุ่นและเป็นกันเอง หากคุณเป็นสายหวานที่หลงรักเสน่ห์ของขนมไทย และกำลังมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ การมารวมตัวกันที่นี่อาจทำให้คุณมองเห็นขนมไทยในมุมที่เปลี่ยนไปตลอดกาล ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยและบทสนทนาที่มีรสชาติได้ที่ Haus of Thura (เดินทางสะดวกใกล้ MRT บางไผ่) วันที่ 31 ตุลาคม และ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 15.00 - 18.00 น. ราคาบัตร 550 บาทต่อวัน เปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคมนี้ เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่นี่